กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก ขอแก้ด้วย 2 วิธี

กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก ขอแก้ด้วย 2 วิธี

เรื่องเท้าเหม็นเป็นอะไรที่อี๋มาก ยิ่งใครเล่นกีฬาเสร็จใหม่ๆ

แล้วมาถอดถุงเท้ารองเท้าในห้องแอร์นะ ห้องแทบแตก
อีกอย่างเท้าเหม็นไม่ใช่สไตล์ ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับใครๆ ก็ได้
แต่นี่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี ลองไปดู 2
สเต็ปเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกัน
จัดการกับเท้าเราก่อน
รักษาความสะอาดเป็นพิเศษกว่าที่เคย ให้ล้างน้ำ ถูสบู่ แล้วขัดถูทุกซอกมุม
อาจใช้หินขัดเท้าร่วมด้วย
เช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งที่ล้างเท้า
หมั่นทาครีมบำรุงผิวเท้าหรือวาสลีนเพื่อให้เท้านุ่มชุ่มชื้น
ไม่ใส่ถุงเท้า รองเท้า ขณะที่ครีมบำรุงยังชุ่มอยู่
เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความอับชื้น
รักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอ
ถ้าเท้าเปียกชื้นให้หาแป้งฝุ่นหรือผงดับกลิ่นเท้ามาทาให้ทั่ว
ก่อนใส่ถุงเท้าเพราะจะช่วยดูดซึมความชื้นได้ดี
สเปรย์สมุนไพร สเปรย์ระงับกลิ่นเท้าก็ช่วยได้
สปาเท้าด้วยสูตรจากธรรมชาติ เช่น แช่เท้าในน้ำที่ใส่สารส้มแบบก้อน
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือด่างทับทิมผสมน้ำอุ่น
ระหว่างที่แช่เท้าก็ขัดถูเท้าไปด้วย นอกเหนือจากนี้ก็มีเบคกิ้งโซดาผสมน้ำพอข้น
หรือน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยต่อน้ำอุ่น 1 กะละมังเล็ก
ก็สามารถนำมาผสมกับน้ำแล้วแช่เท้าได้เหมือนกัน
น้ำยาเดทตอล หรือน้ำยาบ้วนปากก็นำมาผสมน้ำแช่เท้าได้ ให้ใช้ประมาณ 2-3 ฝา
ผสมกับน้ำ ระหว่างที่แช่เท้าก็ใช้แปรงทำความสะอาดขัดไปด้วย
เมื่อใช้เป็นประจำก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี อีกทั้งยังลดปัญหาเท้าเหม็นได้อีกด้วย
ถุงเท้า จัดการยังไง
ซักถุงเท้าให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ไม่นำถุงเท้าที่ใส่แล้วมาใส่ซ้ำอีกรอบ
นอกจากนี้ต้องตากถุงเท้าให้แห้ง

เพราะแบคทีเรียที่สะสมจะเป็นตัวการการเกิดกลิ่นเหม็น
และถ้าพอมีเวลาให้นำถุงเท้าไปแช่น้ำอุ่นหรือน้ำผสมผักซักฟอกก่อนซัก 30
นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค

เลือกถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้าย 100% เพราะจะช่วยระบายอากาศได้ดี
สวมใส่ถุงเท้าที่ขนาดพอเหมาะ ไม่คับจนเกินไป เพราะทำให้ระบายอากาศได้น้อย
หากต้องสวมใส่รองเท้ากีฬา หรือรองเท้าหุ้มส้นที่ปิดหัวปิดท้าย
ควรสวมใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้ง
เมื่อนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ให้ถอดถุงเท้า รองเท้าออก เพื่อลดกลิ่นอับชื้น…

โรคเบาหวานคืออะไร มาเรียนรู้ศึกษาให้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

โรคเบาหวานคืออะไร มาเรียนรู้ศึกษาให้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

โรคเบาหวาน เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ผู้คนเป็นกันเยอะและมีแนวโน้มว่าจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นจึงควรมาเรียนรู้ศึกษาเกี่ยวกับมันให้มากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะได้ป้องกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ จะดีกว่า
โรคเบาหวานนั้นก็คือภาวระที่ร่างกายนั้นมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ นั่นเป็นเพราะว่าการขาดฮอร์โมนอินซูลิน
ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงจนเกินไป ซึ่งเมื่อขาดไปก็จะทำให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือก
เพื่อที่จะแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังงานนั้นผิดปกติไป หรือว่าทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้น้ำตาลในเลือกมากกว่าปกติ
และเกิดโรครวมถึงอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่ค่อนข้างจะรุนแรง
สำหรับโรคเบาหวานนั้นในระยะแรกๆ นั้นจะไม่แสดงอาการอะไรให้ได้สังเกตเห็น มันไม่มีอะไรที่ผิดปกติเลย
ทำให้บางคนอาจจะตรวจพบโรคเบาหวานก็ต่อเมื่อภาวะแทรกซ้อนเริ่มที่จะเกิดขึ้น
มาแล้ว อาการที่เห็นชัดก็อย่างเช่นการกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา ปากแห้ง
เข้าห้องน้ำไปปัสสาวะอยู่บ่อยๆ น้ำหนักเพิ่มหรือลดจนผิดปกติ และอีกมากมาย
โดยอาการของโรคในประเภท 1 นั้นทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากๆ
ขณะที่โรคเบาหวานในประเภทที่ 2 อาการจะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับโรคเบาหวานนั้นสามารถตรวจพบได้จากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้แพทย์ก็จะสอบถามอาการต่างๆ ของผู้ป่วย
รวมไปถึงประวัติการเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคเบาหวานของคนในครอบครัว
เพราะเป็นสิ่งที่สามารถสืบทอดผ่านทางพันธุกรรมได้เหมือนกัน โรคเบาหวานนั้นสามารถรักษาได้
ผิดกับในสมัยก่อนซึ่งก่อนที่จะมีความรู้เกี่ยวกับอินซูลิน
ผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อที่ว่าหากเป็นโรคเบาหวานแล้วจะต้องจบลงที่การเสียชีวิตอย่างเดียว
ไม่สามารถรักษาได้ แต่ด้วยการแพทย์ปัจจุบัน สามารถที่จะให้ฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปในร่างกายได้ด้วยการฉีดยาเข้าไป
ขณะเดียวกันก็ต้องคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
สำหรับผู้ป่วยที่เกิดมีแผลเบาหวานขึ้นที่เท้า แพทย์ก็จะให้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแผล
และถ้าแผลเริ่มรุนแรกมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะต้องวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม
แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นจริงๆ ก็จำเป็นจะต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มันลุกลามบานปลาย
ขณะที่ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้ก็ค่อนข้างจะรุนแรง อาจจะเป็นโรคแทรกซ้อนได้อีกหลายโรค
จนทำให้ต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วนได้เลยทีเดียว จึงเป็นอะไรที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก
นี่คือโรคที่รักษาได้ก็จริง แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงจะดีกว่า
ดังนั้นควรป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานด้วยการหมั่นระวังระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอๆ
หากระดับน้ำตาลเริ่มมีแนวโน้มเสี่ยงว่าจะเป็นโรค ก็ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองทั้งนั้นดีกว่าปล่อยให้เป็นโรคแล้วค่อยไปรักษาทีหลัง…

5 เคลล็ดลับแปลงสาวไซส์พลัสเป็นสาวไซส์เอส

5 เคลล็ดลับแปลงสาวไซส์พลัสเป็นสาวไซส์เอส

“ หาซื้อเสื้อผ้าใส่ไม่ค่อยได้ ” คือปัญหาที่ผู้หญิงไซส์พลัสพบเห็นหลายครั้ง เพราะว่าเสื้อผ้าสวยปัจจุบันนี้มีแต่ตัวเล็ก
เพราะงั้นมันคงจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องลุกขึ้นมากลับตัวกลับใจให้กลับมาเป็นสาวไซส์เอสอีกที ฉะนั้นพวกเราก็เลยมี 5เคลล็ดลับแปลงสาวไซส์พลัสเป็นสาวไซส์เอส มาฝากกัน
1. 
หาแรงจูงใจ เป็นต้นว่า ทดลองหาผู้ที่มีหุ่นแบบที่คุณอยากได้ อาทิเช่น ศิลปิน ดารานางแบบ มาเป็นตัวอย่าง แล้วบอกตนเองว่าจะต้องมีหุ่นแบบนั้นให้ได้ 
หรือทดลองไปซื้อเสื้อผ้าตัวเล็กงามที่คุณต้องการใส่มา แล้วมาลดความอ้วนเพื่อสามารถสวมชุดที่ซื้อมาได้
2. 
บริหารร่างกาย การบริหารร่างกายแบบคาร์ดิโอ อย่างเช่น ว่ายน้ำ วิ่ง เดินเร็ว ขี่จักรยาน สามารถช่วยลดหุ่นได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุว่าไขมันที่ถูกสะสมจะถูกเผาผลาญออกไป 
ซึ่งจะต้องใช้เวลาสำหรับการบริหารร่างกายอย่างต่ำ 30 นาที จึงจะได้ผลลัพธ์ดังที่ปรารถนา
3. 
กินอาหารคลีน นอกเหนือจากการบริหารร่างกายจะสามารถช่วยทำให้คุณลดความอ้วนได้แล้ว การรับประทานอาหารที่ดีอย่างของกินคลีนก็สามารถช่วยในการเปลี่ยนหุ่นไซส์พลัสให้กลับมาเป็นไซว์เอสได้ 
แต่ว่าจำเป็นต้องทานในจำนวนที่สมควร เนื่องจากต่อให้ของกินดีเพียงใดถ้าหากทานมากไปก็อ้วนอยู่ดี
4. 
แปลงมาใช้บันได ถ้าเกิดบ้านใครมีบันไดก็ให้ขึ้นลงบันไดเป็นประจำหรือเปลี่ยนจาการใช้ลิฟต์มาใช้บันไดแทนเพราะว่าการใช้บันไดสามารถช่วยสลายไขมันได้อย่างดีเยี่ยม 
แถมยังช่วยปรับกระดูกข้อต่อต่างๆและก็กล้ามขาแข็งแรงมากเพิ่มขึ้น ที่สำคัญช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้เยอะแยะเลย
5. 
ทำงานบ้าน การทำงานบ้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น ซักผ้า ปัดกวาดบ้าน เช็ดบ้าน ล้างจาน ล้างห้องน้ำ เปรียบเสมือนการบริหารร่างกายอย่างหนึ่ง 
เนื่องจากมันสามารถช่วยสลายไขมันได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุนั้นถ้าใครไม่ว่างไปบริหารร่างกายก็สามารถทำงานบ้านทดแทนได้

5 ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เปลี่ยนเป็นผู้ติดสุรา

5 ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เปลี่ยนเป็นผู้ติดสุรา

การกินเหล้า” เป็นกิจกรรมที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมักจะทำตอนที่มีปัญหาหรือมีเรื่องมีราวเครียด ด้วยเหตุว่ามันสามารถดึงพวกเราออกมาจากโลกข้อเท็จจริงที่แสนวุ่นวายไปสู่โลกซึ่งมีก็เพียงแต่ความสนุกได้ 
ซึ่งความเพลิดเพลินดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจำต้องแรกมาด้วยสุขภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่ทรุดโทรม นอกเหนือจากนั้นยังอาจเป็นจุดเริ่มแรกของการติดสุราด้วย และนี้เป็น ต้นเหตุที่ทำให้เป็นคนชอบกินเหล้า
1. 
อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เคร่งเคลียด มีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่ใช้สุราเป็นทางออกจากปัญหา เพราะว่าการกินเหล้าช่วยทำให้หลุดออกมาจากโลกความจริงที่ไม่อาจจะต่อกรได้ไปสู่โลกซึ่งมีก็แต่ความสนุกสนานร่าเริง โดยเหตุนี้พวกเราก็เลยชอบมองเห็นผู้คนกินเหล้าภายหลังที่เลิกงาน
2. 
เป็นคนชอบดื่มมาตั้งแต่ยุควัยรุ่น ส่วนมากผู้ที่มีความคิดริเริ่มดื่มมาตั้งแต่ยุควัยรุ่นมีลัษณะทิศทางที่จะดื่มมากขึ้นเรื่อยๆเรื่อยด้วยเหตุว่ายิ่งแก่ขึ้นเยอะแค่ไหนจำนวนสำหรับการดื่มก็จะมากเพิ่มขึ้นและก็ตามด้วยเช่นเดียวกัน
3. 
สภาวะทางด้านจิตใจมีผลต่อการติดสุรา สถานการณ์ทางอารมณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น ความกลุ้มใจ ความซึมเศร้า ความอ้างว้าง หรืออารมณ์อื่นๆที่ไม่อยู่ในสถานการณ์ธรรมดา 
มีส่วนทำให้ผู้ที่ชอบกินเหล้ากลายเป็นผู้ติดเหล้าได้ เพราะว่าการดื่มช่วยทำให้ลืมความรู้สึกพวกนั้นไปได้ชั่วครู่
4. 
การกินเหล้าพร้อมกันไปกับยา สำหรับผู้ที่ชอบกินเหล้ามักจะไม่ค่อยพอใจว่าต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายยังไง พวกเราก็เลยชอบมองเห็นคนชอบดื่มบางบุคคลทานยาพร้อมด้วยกินเหล้าไปด้วย 
ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกมากด้วยเหตุว่ายาบางจำพวกนั้นทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ก็เลยบางทีอาจเกิดโทษต่อร่างกายได้ รวมทั้งยาบางจำพวกก็ไม่สามารถที่จะออกฤทธิ์ได้เมื่อมีแอลกอฮอล์
5. 
คนภายในครอบครัวเคยติดสุรามาก่อน ผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่มีผู้ติดสุรามักจะแน้วโน้มสูงที่จะติดสุราไปด้วย ส่วนหนึ่งส่วนใดบางครั้งอาจจะเป็นเนื่องจากพันธุกรรม แต่ว่ามูลเหตุสำคัญๆ
น่าจะเป็นเพราะเหตุว่าสิ่งแวดล้อมของครอบครัวที่ขัดเกลาให้เป็นแบบงี้ ด้วยเหตุว่าผู้ที่เติบโตมาในภาวะครอบครัวอย่างนี้จะมองเห็นการกินเหล้าคือเรื่องธรรดานั้นเอง

อันตรายไหม? ถ้าเกิดพวกเราเผลอรับประทาน เชื้อรา

อันตรายไหม? ถ้าเกิดพวกเราเผลอรับประทาน เชื้อรา

Omar Oyarzabal ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านของกินของมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ เสนอแนะว่า พวกเราจำต้องเลี่ยงการทานขนมปัง 
และก็ของกิน ที่มีเชื้อราติดอยู่ ถึงแม้ในยุคนี้จะมีเทคโนโลยีสำหรับการประกอบอาหารที่สะอาด รวมทั้งมีขั้นตอนที่มีคุณภาพ แม้กระนั้นก็ยังมีโอกาสที่พวกเราจะเจอเชื้อราในของกินได้ ถ้าเกิดมองเห็นว่าขนมปัง 
มีจุดเล็กที่บางทีอาจจะเป็นเชื้อรา ก็ไม่ควรเสียดาย เขวี้ยงทิ้งไปเลยจะดีมากกว่ารูปแบบของเชื้อรานั้นจะมีลักษณะเป็นเส้น เหมือนเส้นผมเส้นเล็กที่บางมากมาย มีรากแผ่ขยายออกไปในผิวที่พวกเราไม่เห็น 
ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดมองเห็นเชื้อรามีจุดเล็กเพียงแต่จุดเดียว ก็รับประทานไม่ได้ เนื่องจากว่ามีรากของเชื้อราแผ่ขยายออกไปอีกนั่นเอง รวมทั้งการที่พวกเราจะเลี่ยงไม่รับประทานเชื้อรามีอยู่สิ่งเดียวเพียงแค่นั้นเป็น 
การสังเกตให้รอบคอบนั่นเอง ถ้าเกิดพวกเรานั้นเผลอรับประทานเชื้อราเข้าไปและก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลใจไปนัก ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดไม่แพ้จริงๆก็ไม่เป็นอันตรายอะไร เว้นแต่รับประทานต่อเนื่องกันไปเรื่อยเพียงแค่นั้น 
แถมเชื้อราบางประเภทยังมีคุณประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น เพนิซิเลี่ยม ที่เป็นราเขียวบนขนมปัง พวกเราประยุกต์ใช้ทำเป็นยาปฏิชีวนะที่ชื่อว่า เพนิซิลิน ฯลฯ พวกเราจะป้องกันเชื้อราได้เช่นไร
– 
หมั่นสังเกต ของกินที่จะซื้อหรือก่อนจะทานว่ามีลักษณะแพ้หรือไม่ ดังเช่น คันปาก จมูก คัดจมูก น้ำมูกไหล จากการรับประทานอาหารบ้างหรือไม่
– 
รักษาความสะอาดในบ้าน เนื่องจากว่าเชื้อราสามารถเติบโตและก็แพร่สปอร์ไปได้ โดยเหตุนี้ตามตู้แช่เย็น ผ้าขัดจานถ้วยชาม เคาน์เตอร์ในห้องครัวอาจมีสปอร์ของเชื้อราเกาะอยู่ 
ก็เลยจำต้องชำระล้างเสมอๆรวมทั้งควรจะควบคุมความชุ่มชื้นในบ้านไม่ให้เกิน 40%
– 
ควรจะชำระล้างด้านในตู้แช่เย็นเป็นประจำขั้นต่ำเดือนหรือสองเดือนครั้ง ด้วยการนำเบกกิ้งโซดา มาละลายน้ำ แล้วถูชำระล้างเสมอๆ
ส่วนที่มีเชื้อราขึ้นง่ายให้นำน้ำส้มสายชูมาขัดออก ฯลฯ

แค่เลือกกิน!สุขภาพผิวสร้างได้ไม่ยาก

แค่เลือกกิน!สุขภาพผิวสร้างได้ไม่ยาก

ผิวสวยสุขภาพดีมีออร่าเปล่งประกายสดใสใครๆ ก็ปรารถนา เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้แล้ว
ในเวลาที่ต้องแต่งตัวก็ไม่ต้องมาคอยกังวลหรือยุ่งยากในการจัดหาเสื้อผ้า
เพราะไม่ว่าจะเป็นแบบไหนหรือสีอะไรก็ไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อให้ได้ผิวที่สวยงาม
เราต้องทำการบำรุงผิวซึ่งโดยปกติเราก็บำรุงภายนอกด้วยครีมเพียงอย่างเดียว
ถ้าอย่างนั้นเรามาลองวิธีการบำรุงผิวจากภายในโดยการทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยให้เรามีสุขภาพผิวที่ดีและสว
ยงามกันดูบ้าง
1.อาหารจำพวกโอเมก้า
โอเมก้ามีคุณสมบัติช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังให้มีสุขภาพดี มีความชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน
อีกทั้งยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มีผลให้ผิวสุขภาพดีแลดูมีน้ำมีนวลและขาวอมชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเราสามารถพบโอเมก้าได้จากไข่ ถั่วเหลือง
ผักโขม น้ำมันตับปลาและปลาเเซลมอน เป็นต้น
2.อาหารจำพวกธัญพืช
โดยเฉพาะธัญพืชอย่างเช่นเมล็ดทานตะวัน ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับบำรุงผิวจำพวก วิตามินอี วิตามินบี 2
โปรตีนและรวมถึงโอเมก้าด้วย เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยในการบำรุงผิวพรรณ
ช่วยลดความหมองคล้ำ ลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย
ทำให้ผิวเนียนนุ่มและเปล่งปลั่งสดใสดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติได้
3.ดื่มน้ำให้เยอะๆ
น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกายเรา ช่วยให้ระบบกลไกการทำงานของร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล
ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายของเสียและล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกนี้การดื่มน้ำยังเป็นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวสดใสเปล่งปลั่งแลดูมีชีวิตชีวา ดังนั้น
เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
เพื่อให้ผิวมีสุขภาพดีเราต้องบำรุงทั้งภายในและภายนอกควบคู่กันไป และที่สำคัญอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ
ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วรับรองว่าคุณจะได้ผิวที่เนียนสวยใส เป๊ะปังดังใจปรารถนาอย่างแน่นอน…

การนอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับให้เพียงพอ

ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องรีบเร่งไปทำงานกว่าจะเสร็จกลับบ้านได้ทำให้เหลือเวลาในการนอนหลับพักผ่อนน้อยตาม
ไปด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การนอนหลับนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด
เพราะการนอนหลับเป็นกลไกแบบอัตโนมัติอย่างหนึ่งของร่างกายที่สมองไปสั่งให้เราเกิดความรู้สึกว่าเวลานี้ควรนอน
หลับ โดยแสดงออกด้วยอาการต่าง เช่น หาว หนังตาเริ่มหย่อนลืมตาไม่ค่อยจะขึ้น จนเริ่มเข้าสู่สภาวะหลับใหลในที่สุด
การนอนหลับเป็นการซ่อมแซมเซลล์ และอวัยวะที่สึกหรอ รวมไปถึงฮอร์โมนต่างๆในร่างกายให้สมดุล
ส่งผลให้สุขภาพของคนเรานั้นกลับมาแข็งแรงมีประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป
การนอนหลับเพียงพอส่งผลดีอย่างไร
การนอนเป็นกระบวนการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเป็นการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาว
ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ยับยั้งเชื้อโรคที่จะเข้ามาทำอันตรายต่อร่างกายของเรา
ทำให้ระบบการย่อยอาหารเป็นปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลให้เราแก่เร็วขึ้น
ช่วยลดความเครียด ความเมื่อยล้าของร่างกาย
ทำให้หลังจากเราตื่นจากการนอนหลับจะเกิดความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ช่วยในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และช่วยควบคุมระดับความดันของเลือดด้วยเช่นเดียวกัน
ช่วยในการรักษาระบบประสาทให้ทำหน้าที่ได้เต็มที่
เพราะช่วงเวลาที่ระบบประสาททำงานของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือช่วงเวลาการนอนนี่เอง
ช่วยในการเผาพลาญไขมัน เพราะหากว่าเรานอนหลับน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน
ฮอร์โมนที่จำเป็นในการควบคุมไขมันและกล้ามเนื้อจะทำงานน้อยลงตามไปด้วย
เทคนิคการเตรียมพร้อมก่อนเข้านอน
ก่อนเข้านอน ควรงดดื่มเครื่องดื่ม จำพวกกาแฟหรือน้ำอัดลมที่มีสารคาเฟอีน เพราะสารคาเฟอีนจะทำให้หลับยาก
ทำให้รู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ควรดื่มนมอุ่นๆทดแทนก่อนการเข้านอน
จัดสภาพและบรรยากาศการนอนให้เหมาะสม เช่น ไม่มีเสียงดังรบกวนการนอน
อุณหภูมิของห้องนอนเย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าวหรือการนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆมาวางไว้ในห้องนอน เป็นต้น
ก่อนเข้านอนควรกินขนมปังโฮลวีต เผือก มันเทศ เพราะจะทำให้ร่างกายสร้างสารที่มีชื่อว่า สารเซโรโทนิน
(serotonin) ซึ่งส่งผลให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น
ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายก่อนเข้านอน เช่น นั่งสมาธิก่อนนอน
สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนหรืออาบน้ำอุ่นให้สบายตัวก่อนเข้านอน เป็นต้น
เมื่อเรารู้สึกง่วงนอนขึ้นมาต้องรีบไปนอนโดยเร็วที่สุด อย่าประวิงเวลาการนอนออกไป
เพราะถ้าเกิดง่วงนอนแล้วหลับในขณะที่ทำงานกับเครื่องจักรหรือในตอนขับรถ ย่อมเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้…

เพื่อสุขภาพของอะไรที่ตู้เย็นของเราห้ามขาด

เพื่อสุขภาพของอะไรที่ตู้เย็นของเราห้ามขาด

อาหารการกินเป็นสิ่งสำคัญของคนเราอย่ามาก
ดังนั้นเราต้องควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายของเราที่ต้องไปเจออะไรมากมายเเละต้องทำงานทุกวัน
ดังนั้นเราต้องบำรุงสมองให้ดีเพื่อจะได้ทำงานให้เราเเบบว่าคิดอะไรเร็วทันใจเพราะเราดูเเลสุขภาพของเราเป็นอย่างดี
เเละในเรื่องของอาหารการกินที่บ้าน โดยเฉพาะในตู้เย็นของเรา
เราควรมีอาหารที่รวดเร็วทันใจเวลาที่เราต้องการกิน
โดยเฉพาะคนที่ทำงานในเมืองมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญอย่างมาก
เเละในตอนเช้าเราต้องรีบไปทำงานดังนั้นสิ่งที่รวดเร็วที่สุดในการรับประทานอาหารคือของในตู้เย็นต้องมีเพียงพอสำหรับเราในตอนเช้าซึ่งเราไม่ต้องออกไปไหน
สามารถทำอาหารเช้าได้เลยก่อนออกไปทำงานหรือว่าส่งลูกไปโรงเรียนเเละของในตู้เย็นที่เราไม่ควรขาดนั้นมีอะไรบ้างอย่างเเรกเลยที่ง่ายที่สุดคือนม
นมเป็นอะไรที่สำคัญอย่างมากต่อคนเราไม่ว่าอายุเท่าไรเราก็ต้องดื่มนมใช้มั้ยเพื่อสุขภาพของเราจะได้เเข็งเเรง
เเละนมนั้นเป็นสิ่งที่ต้องติดตู้เย็นไว้เลยต้องคอยตรวจสอบว่า
มันหมดวันไหนหรือว่าเหลือเท่าไรเเล้วก็ต้องไปซื้อมาเเช่ไว้เพื่อไว้ดื่มในตอนเช้าหรือก่อนนอนวันไหนที่รีบก็ขอให้ดื่มนมสักหน่อยเท่านี้ก็อยู่ท้องเเละก็สามารถเดินทางได้เเล้ว
อย่างที่สองนั้นก็คือน้ำผลไม้ น้ำผลไม้มีความจำเป็นอย่างมาก
เพื่อการเเทนการกินผลไม้สดๆเราก็มาดื่มน้ำผลไม้เเทนเพื่อร่างกายของเราจะได้มีสารอาหารครบห้าหมู่
การที่เราเเช่ผลไม้อาจจะหมดหรือว่าเน่าไปก่อนที่จะกินหมดหรือว่ามันกินลำบาก
เเละหากเราต้องการสารอาหารให้เราหรือว่าลูกของเรานำ้ผลไม้เป็นสิ่งที่ทดเเทนกันได้ดังนั้นเราควรมีน้ำผลไม้ติดไว้ในตู้เย็น
ไข่เป็นอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งเลยนะจะบอลให้ ไข่ให้โปรตีนสูงอย่างมากเเละสามารถรับประทานได้ง่าย
เเละไม่ต้องยุ่งยากในการทำวันไหนที่
เราไปทำงานหรือว่าทำอาหารให้ลูกไปโรงเรียนเรากินไข่วันละหนึ่งถึงสองฟองก็ทำให้เราได้รับสารอาหารที่ยอดเยี่ยมเเล้วหรือหากเรามีขนมปังก็จะดีไม่น้อย
สามารถนำมากินกับไข่ทาเนยหน่อยเเค่นี้เราก็จะออกจากบ้านเเบบอิ่มท้องสบายใจเเล้ว
สุดท้ายเเล้วคือเนื้อสัตว์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ เนื้อ ที่ทุกวันนี้สามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป
ซื้อมาเเช่ไว้เพื่อการรับประทานในตอนเช้าหรือว่ามื้อไหนที่เราหิวก็นำมาทำได้เป็นเมนูง่ายๆในการกินซึ่งพ่อบ้านเเม่บ้าน
ก็ไม่ควรที่จะขาดเนื้อสัตว์ในตู้เย็นเพื่อการทำอาหารในชีวิตประจำวันหรือว่าทำให้ลูกของคุณรับประทานภายในโรงเรียน
มันมีความสำคัญอย่างมากหากเรามีเนื้อสัตว์ไว้ในตู้เย็นเราจะสามารถทอาหารง่ายๆได้ทันทีก่อนที่เราจะออกไปนอกบ้านเพื่อทำงานหรือว่าไปเรียน…

รู้จักกับโรคเครียดลงกระเพาะที่มักจะเกิดกับคนวัยทำงาน

รู้จักกับโรคเครียดลงกระเพาะที่มักจะเกิดกับคนวัยทำงาน

หากจะหาโรคภัยยอดฮิตสำหรับคนวัยทำงานก็คงจะหนีไม่พ้นโรคเครียดลงกระเพาะ
ซึ่งชื่อโรคมันก็บอกอยู่แล้วว่าเกิดมาจากความเครียดเมื่อเครียดแล้วฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป หัวใจจะเต้นแรง
เร็ว แต่ไม่เป็นจังหวะ เส้นเลือดบีบตัว ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและมันยังส่งผลไปในส่วนของส่วนกระเพาะอาหารของเรา
ก็จะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าที่ควรจะเป็น ลำไส้บีบตัวอย่างรุนแรงหรือาจจะเป็นโรคลำไส้แปรป่วนได้
ซึ่งวันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเครียดลงกระเพาะกันซะหน่อย
เพื่อที่จะได้รู้สาเหตุที่เกิดขึ้นและป้องกันไม่ให้เกิดได้
สำหรับความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการโรคกระเพาะอาหาร
กำเริบ เพราะในขณะที่เราเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติจะไปกระตุ้นต่อมหมวกไต
ให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนออกมาในปริมาณมากกว่าปกติ
ส่งผลให้ร่างกายมีการตื่นตัวตลอดเวลา และก็เป็นความเครียดอีกเช่นกัน
ที่กระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติจนเกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร
และลำไส้มีอาการหดตัวมากกว่าปกติ ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวด
ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยว่าอาการแบบไหนที่สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคเครียดลงกระเพาะ ซึ่งแต่ล่ะคนนั้นก็จะแตกต่างออกไป
เช่นบางคนปวดท้อง หรือมวนท้อง ซึ่งอาการดังกล่าวจะบรรเทาหรือหายไปเมื่อถ่ายอุจจาระ หรือการถ่ายอุจจาระมากกว่าวันละ 3 ครั้ง
หรือถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ต้องเบ่งถ่าย หรือกลั้นไม่อยู่หรือรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด หรือปวดบริเวณลิ้นปี่ มีอาการท้องอืด
หรือรู้สึกว่ามีลมในกระเพาะมากคลื่นไส้อาเจียนหลังอาหาขณะที่วิธีการในการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดโรคเครียดลงกระเพาะอาหารนั้นสามารถทำได้ดังนี้
1.ทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ
กินอาหารให้ตรงเวลา และให้ครบ 3 มื้อเป็นข้อปฏิบัติอย่างแรกที่ควรทำ
เพราะจะช่วยให้กระเพาะอาหารเคยชินกับการย่อย
และปล่อยน้ำย่อยออกมาในปริมาณที่พอดีทุกวัน
2.ทานอาหารให้ตรงเวลา
ในระยะแรกให้ฝึกการกินอาหารให้ตรงเวลา
อาจรู้สึกปวดท้องมาก ควรเริ่มจากการกินอาหารย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม
โจ๊ก ทีละน้อย ๆ ก่อน ทั้งนี้ควรงดอาหารที่มีรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด เค็มจัด
หวานจัด ของดอง และอาหารทอดทุกประเภท
3.ละเลิกแอลกอฮอล์และบุหรี่
ควรที่จะหยุดพฤติกรรมการสูบบุหรี่
และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด รวมทั้ง ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง
และน้ำอัดลม เพราะสิ่งเหล่านี้
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ
4.การเลือกใช้ยา
อันดับแรกควรที่จะหยุดพฤติกรรมการใช้ยาแอสไพริน ยาแก้ปวด
และยาแก้อักเสบที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์
เพราะยาจำพวกนี้จะมีฤทธิ์ไปกระตุ้น
ให้กระเพาะอาหารเกิดการอักเสบมาก
5.เพิ่มกิจกรรมความบันเทิง
การมองหากิจกรรมคลายเครียดนั้น สามารถทำได้หลายวิธี
เป็นต้นว่า การออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ ๆ เดินเร็ว ขี่จักรยาน รำมวย
รำกระบอง เต้นแอโรบิก หรือทำสมาธิ อ่านหนังสือ เป็นต้น…

สารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน อันตรายที่อยู่ใกล้ตัวเรา

สารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน อันตรายที่อยู่ใกล้ตัวเรา

โรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจถือเป็นโรคที่มีจำนวนคนป่วยเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยสภาวะแวดล้อมและมลภาวะต่างๆในปัจจุบันทำให้พบผู้ป่วยโรคนี้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ นอกจากเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ภายนอกบ้าน เช่น ฝุ่น
มลภาวะการจราจรในท้องถนน โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ แล้ว
สารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านรอบตัวเราเองที่ต้องสัมผัสในทุกวันก็เป็นสาเหตุสำคัญของอาการภูมิแพ้ ที่มักจะถูกมองข้ามไป
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า อากาศที่เราหายใจเข้าไปเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น
แต่มีความสำคัญสุขภาพร่างกายของเราอย่างมากและเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้และโรคอื่นๆ ได้
โดยปกติแล้วโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยๆ ในประเทศไทย มีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่
1. โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
2. โรคหอบหืด
3. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
ทั้ง 3 โรคจะเกิดอาการเมื่อร่างกายได้รับสารกระตุ้นบางอย่าง
และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารกระตุ้นมากกว่าปกติหรือไวกว่าปกติ
ทำให้เกิดอาการแพ้ที่อวัยวะต่างๆ เช่น ไอ จาม คัดจมูก คันตา มีน้ำมูก
หรือเกิดอาการหายใจ หอบเหนื่อย เพราะหลอดลมมีอาการหดเกร็งตัว
สารก่อภูมิแพ้จากภายในบ้าน
ถือได้ว่ามีส่วนสำคัญต่อระบบทางเดินหายใจของทุกคนไม่แพ้สภาวะอากาศภายนอกบ้า
น เพราะสาเหตุเกิดได้จากทั้งไรฝุ่นบนที่นอน แมลง สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขและแมว
รวมถึงเชื้อราในบ้าน เราจึงสามารถดูแลและป้องกันสารก่อภูมิแพ้ในบ้านเหล่านี้ได้
ยกตัวอย่างเช่น ไรฝุ่น
แมลงชนิดหนึ่งซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
พบมากในบริเวณที่มีความชื้นสูงและตามอุปกรณ์เครื่องนอน เช่น หมอนหนุน ที่นอนผ้าห่ม ตุ๊กตาขน
การกำจัดไรฝุ่น ทำได้โดยการหมั่นซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนและผ้าห่ม
อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยซักด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30นาที
ใช้ผ้าคลุมกันไรฝุ่น จัดห้องนอนให้โล่ง รวมถึงไม่ใช้พรม ตุ๊กตามีขน หมั่นทำความสะอาด เช็ดถูบ้าน และดูดฝุ่นอยู่เสมอ
แมลงสาบ แมลงร้ายที่ใครๆ ก็ไม่ต้องการ สามารถกำจัดได้โดยขจัดแหล่งอาหารของแมลงสาบ
โดยใส่ขยะและเศษอาหารในถุงหรือถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด ใช้ยากำจัด
หรือกับดักแมลงสาบ ปิดรอยแตกที่พื้นห้องและเพดานให้ดี
เพราะอาจเป็นทางเข้าออกของแมลงสาบ
สัตว์เลี้ยง
ผู้เลี้ยงสุนัขและแมวต้องดูแลให้ดี วิธีการที่ดีที่สุด คือ ไม่ควรเลี้ยง
แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ โดยให้สัตว์เลี้ยงอยู่นอกบ้าน
อาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงทุกสัปดาห์ ใช้เครื่องฟอกอากาศ และดูแลความสะอาด ดูดฝุ่นบ้านเป็นประจำ
เชื้อราในบ้าน
ห้องที่มีความอับชื้น หรือภายในบ้านที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา
มักมีเชื้อราปะปนในอากาศอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ
วิธีการกำจัดเชื้อราในบ้าน ทำได้โดยตรวจเช็คเครื่องปรับอากาศ
ไม่ใช้พรมหรือวอลเปเปอร์ ไม่นำต้นไม้ ดอกไม้ ทั้งสดหรือแห้งทิ้งไว้ในบ้าน
และใช้น้ำยากำจัดเชื้อราละอองเกสรจากหญ้าและวัชพืช โดยปกติ
ละออกเกสรจะลอยอยู่ในอากาศนอกบ้านแล้วถูกลมพัดมาติดตามมุ้งลวดหน้าต่างและเข้ามาในบ้าน
การกำจัดสารก่อภูมิแพ้จากละอองเกสรทำได้โดยการปิดประตู หน้าต่างในช่วงที่ลมพัด
หรือช่วงเวลาที่มีละอองเกสรมาก และใช้เครื่องฟอกอากาศ
สุขภาพที่ดีเริ่มต้นได้ตั้งแต่ในบ้าน หากทุกคนช่วยกันกำจัดสารก่อภูมิแพ้ก็จะช่วยลดปัจจัยการเกิดภูมิแพ้
และเป็นการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยที่ดีให้กับทุกคนในครอบครัวได้…