Featured
เลือกครีมรักษาสิวที่ใช้ดี และควรเลือกใช้อย่างถูกต้อง

เลือกครีมรักษาสิวที่ใช้ดี และควรเลือกใช้อย่างถูกต้อง

 

ปัญหาสิวเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน จริงไหมคะ ซึ่งหากเกิดปัญหาสิวขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไรดี  วิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ก็คือ การใช้ครีมรักษาสิว  แล้วจะมีวิธีการเลือกครีมรักษาสิวอย่างไรดี ให้ใช้แล้วเห็นผล ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยดีกว่า

1.ก่อนซื้อครีมรักษาสิวจะต้องเลือกอ่านคุณสมบัติของครีมก่อน

ครีมรักษาสิวนั้น มีหลายแบบให้เลิกมากมาย ซึ่งจะต้องอ่านคึณสมบัติของครีมรักษาสิวก่นด้วยว่า เป็นประเภทไหน ช่วยให้สิวแห้ง สิวยุบ และการอ่านคุณสมบัติบนครัมรักษาสิว จะทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อผิด เช็คให้ชัวร์ก่อนดีกว่าค่ะ เพื่อความปลอดภัย อย่าเพิ่งรีบร้อนในการซื้อนะคะ

2.ทดสอบการแพ้ครีมรักษาสิว

การทดสอบการทาครีมรักษาสิวนั้น  จะต้องมีการทดสอบการแพ้ก่อนการใช้ครีม แม้ว่าคุณสมบัติของครีมจะเป็นครีมที่รักษาสิวก็ตาม ดังนั้นก่อนที่จะเลือกใช้ครีมรักษาสิวยี่ห้อใดก็ตาม จะต้องเลือกจากครีมที่ไม่ก่อให้เกิดการแพ้   โดยวิธีการทดสอบก็คือ ให้แต้มครีมลงบนท้องแขนด้านใน และรอดูสักพัก และ หากว่าเกิดการแพ้ จะต้องอาการคัน หรือมีผื่นขึ้น ดังนั้นไม่ควรนำมาใช้

3 . คุณภาพต้องมาก่อน

ราคาอาจจะมีสาเหตุอันต้น ๆ ที่ควรจะต้องพิจารณา แต่สิ่งที่สำคัญสุด อาจไม่ใช่ราคาที่แพงที่สุด แต่ว่าเป็นคุณภาพที่เหมาะสมที่สุดมากกว่า

4.ครีมรักษาสิวที่มีประสิทธิภาพ

ครีมรักษาสิวที่ดังนั้น อาจจะไม่จำเป็นต้องมีราคาที่สูงเสมอไป ซึ่งบางยี่ห้อนั้น ไม่ต้องราคาแพงแต่ว่าก็สามารถรักษาสิวให้หายได้ อีกทั้งการรักษาสิวนั้น  ควรเลือกประเภทของครีมให้เหมาะสมกับประเภทของสิวที่ต้องการรักษา

  1. หลีกเลี่ยงครีมที่โฆษณาเกินจริง

เนื่องจากว่า ครีมที่มีการโฆษณาเกินจริงนั้น อาจจะมีส่วนผสมที่เป็นอันตราย ที่อยู่ในครีมก็ได้ คำโฆษณาเกินจริงมีดังนี้ เช่น สิวหายหน้าใสได้ใน 7 วัน หรือ หน้าใสไร้สิว ผิวขาวขึ้น 3 วัน ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงคำโฆษณาเหล่านี้ อีกทั้งควรเลือกครีมรักษาสิวจากแห่งที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ   ร้านขายใหญ่ ซึ่งควรเลือกยี่ห้อที่ตรวจสอบได้ มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจริง  คาสิโนออนไลน์

เคล็ดลับในการเลือกซื้อครีมรักษาสิวที่มีคุณภาพนั้น จะต้องเลือกจากครีมรักษาสิวที่มีคุณภาพเท่านั้นนะคะ เพื่อความปลอดภัยไม่แพ้หรือระคายเคือง  อีกทั้งการเลือกซื้อครีมรักษาสิวจะต้องเลือกครีมที่มีความน่าเชื่อถือ มีอย.รับรอง และต้องซื้อกับแหล่งที่มีไว้วางใจได้ด้วยนะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพ้ หรือก่อให้เกิดสารสเตียรอยต่าง ๆ

 

 

 

 …

อันตรายต่อสุขภาพ โทษของการกิน “ถั่วฝักยาวดิบ”

อันตรายต่อสุขภาพ โทษของการกิน “ถั่วฝักยาวดิบ”

ถั่วฝักยาว ประกอบไปด้วยสารอาหารหลายประเภท
ทั้งวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีน
ซึ่งล้วนแต่มีความหมายต่อสุขภาพร่างกาย
ทั้งยังนิยมเอามาทำกับข้าว อีกทั้งต้ม ผัด แกง ทอด ตำส้มอร่อยๆ
หรือกินกับขนมจีนน้ำยา ก็แซ่บไม่แพ้กัน
แต่ว่าทราบหรือเปล่าว่าถ้าหากพวกเรารับประทานถั่วฝักยาวดิบๆบ่อยๆ
หรือรับประทานเป็นประจำก็อาจก่อโทษได้มากกว่าผลดีได้เช่นกัน
วันนี้พวกเราจะมาบอกผลเสียของการกินถั่วฝักยาวนั้น มีโทษอะไรบ้างไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า
1. ทำให้ตั้งท้องอืด ปกติแล้วคนไทยชอบนิยมทานถั่วฝักยาวเล่น
ไม่ว่าจะกินกับขนมจีน กินกับลาบ หรือเมนูส้มตำ
แต่ทราบหรือเปล่าว่าในถั่วฝักยาวมีแก๊สอยู่ค่อนข้างมาก
ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือมีฤทธิ์ทำให้เกิดกรดเกินในกระเพาะ
หรือท้องอืดได้ ดังนั้นก่อนรับประทาน
ทางที่ดีควรจะทำให้สุกซะก่อน หรือควรจะทานแต่พอดี

2. เป็นสาเหตุของลำไส้อุดตัน ถั่วฝักยาวดิบจะมีผนังเซลล์ค่อนข้างเหนียวและก็แข็งแรง
ถ้าเกิดบดถั่วฝักยาวไม่แหลกจะทำให้ถั่วฝักยาวนั้นอุดตันอยู่ในลำไส้
ทำให้ชิ้นส่วนของถั่วที่ไม่ผ่านการย่อยก็จะไปอุดตันในลำไส้และกระเพาะ
ทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบแล้วก็อุดตัน ทั้งเสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย

3. เกิดอาการท้องเสีย การรับประทานถั่วฝักยาว (รวมถึงถั่วดำและถั่วแดง) แบบดิบๆ
จะเพิ่มการเสี่ยงในการแพ้ของกิน แล้วก็ทำให้มีลักษณะอาการท้องร่วงรุนแรง เพราะในถั่วฝักยาวมี
“ไกลโคโปรตีน และก็เลคติน”
อยู่ค่อนข้างมากโดยสารดังกล่าวมีส่วนทำให้เกิดอาการเวียนหัว และก็คลื่นไส้อาเจียนอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม โทษของการทานถั่วฝักยาวดิบแบบผิดๆ
พวกเราควรจะหันมาใส่ใจเรื่องของปริมาณการกิน ใครกันแน่ที่ชอบกินถั่วฝักยาวเป็นชีวิตจิตใจ
ก็อย่ารับประทานเยอะจนถึงเกินความจำเป็น รับประทานให้พอดิบพอดีพอสมควร
ถ้าต้องการทานเยอะมากๆแนะนำให้นำไปทำสุกก่อนจะดีมาก…

ศัพท์การออกกำลังกายที่ควรรู้

ศัพท์การออกกำลังกายที่ควรรู้

คนออกกำลังกายใหม่เวลาเจอเพื่อนที่เล่นออกกำลังกายด้วยกัน อาจจะมีหลุดคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายออกมาบ้างเรามาดูกันว่าศัพท์สำคัญเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

คาร์ดิโอ

คาร์ดิโอ หมายถึงการออกกำลังกายที่ใช้ในเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนมาเป็นการออกกำลังกายต่อเนื่องระยะยาว ให้หัวใจเต้นในจังหวะต่อเนื่อง ราว 85 เปอร์เซ็นต์ของอัตราเต้นสูงสุด เพื่อดึงไขมันออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

วอร์มอัพ

เป็นศัพท์ง่ายๆ ที่ทุกคนเข้าใจแต่ไม่ค่อยนิยมทำกันเพราะคิดว่าเสียเวลา แต่ที่จริงแล้วเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของคุณได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ในการเหยียดยืดกล้ามเนื้อให้พร้อมกับการออกกำลังกายหนัก ลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี

คูลดาวน์

มาคู่กับวอร์มอัพ หมายถึงการการผ่อนคลาย ลมหายใจ ให้หัวใจค่อยๆเต้นช้าลง อุณหภูมิร่างกายลดลง และยืดกล้ามเนื้อก่อนจบการออกกำลังกาย สลายกรดในกล้ามเนื้อ

เซอร์กิตเทรนนิ่ง

คำนี้จะได้ยินกับคนออกกำลังกายอย่างจริงๆ จังๆ หมายถึง โปรแกรมการออกกำลังกายแบบครบวงจรตั้งแต่กล้ามเนื้อเท้าจนถึงหัวไหล่ หากออกได้ตามโปรแกรมนี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

บอดี้ บิลด์ดิ้ง

แปลเป็นไทยง่ายๆ หมายถึงการสร้างกล้ามเนื้อ แต่ยังไม่ถึงระดับนักเพาะกาย ออกกำลังกายด้วยการยกเวทหรือออกกำลังกายแบบแรงต้านเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ยกระดับการเผาพลาญพลังงานของตัวเอง…

จัดลำดับเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นไหนรับประทานแล้วอ้วนสุด!

จัดลำดับเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นไหนรับประทานแล้วอ้วนสุด!

ผู้หญิงใครที่ชอบกินเส้น ห้ามพลาด ด้วยเหตุว่าวันนี้พวกเราจะมาเสนอแนะเส้นก๋วยเตี๋ยวทั้งหลายแหล่
ให้พวกเรารู้จักว่าเส้นที่พวกเราถูกใจรับประทานนั้นแบบไหนอ้วนที่สุด
เส้นไหนที่รับประทานแล้วไม่อ้วน จะมีเส้นไหนบ้างถ้าอย่างนั้นพวกเราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า !
1. เส้นบุก ลวก (10 kcal) สำหรับผู้ที่กลัวอ้วนหรือสาวๆที่กำลังลดความอ้วน
ทดลองทาเส้นบุกดูสิค่ะ เพราะให้พลังงานที่ต่ำ มีเส้นใยสูง แถมยังให้พลังงานน้อยอีกด้วย
2. วุ้นเส้น (80 kcal) เป็นวัตถุดิบ ที่ทำจากแป้งถั่วเขียว ให้พลังงานพอๆกับข้าวสวย 1 ทัพพี
ให้โปรตีนสูง ช่วยให้อิ่มง่ายแต่ไม่อ้วน สารอาหารที่ได้จากการทานก็เป็นสารอาหารพวก คาร์โบไฮเดรต
3. เส้นขนมจีน(80 kcal) ตัวเส้นขนมจีนจึงมีส่วนประกอบของน้ำมาก
และก็ให้พลังงานต่ำกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวธรรมดา แต่ว่าข้อเสียของมันก็คือ รับประทานแล้วไม่ค่อยอิ่มท้อง
นอกจากนั้นต้องระวังการรับประทานเส้นขนมจีนเป็นพิเศษ
4. เส้นหมี่ ลวก (150 kcal) อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แต่ไม่ดูดซับน้ำมัน
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่คิดจะไดเอทแล้วต้องการรับประทานเมนูเส้นที่ร้านค้ากวยเตี๋ยว ก็แนะนำให้เลือกทานเส้นหมี่จะดีมากกินได้ไม่อ้วน
5. เส้นเล็ก (180 kcal) ทำจากแป้งข้าวเจ้า มีส่วนประกอบของน้ำมันเหมือนกัน
แต่น้อยกว่าเส้นใหญ่ รวมทั้งให้แคลอรี่มากยิ่งกว่าเส้นหมี่ ผู้หญิงที่ลดความอ้วนก็ควรที่จะเลือกกินเส้นหมี่จะเวิร์คที่สุด
6. เส้นใหญ่ (220 kcal) ทำจากแป้งข้าวเจ้า ให้แคลอรี่สูงที่สุด เพราะว่าเคลือบไปด้วยน้ำมัน
ให้พลังงานสูงมาก ผู้หญิงที่กำลังลดความอ้วนควรจะลีกเลี่ยงมากที่สุด
7. บะหมี่เหลือง (280 kcal) มีส่วนผสมมาจากแป้งและไข่ที่มีโปรตีนสูงพอสมควรและก็มีประโยชน์จากแคโรทีนอยด์
ให้พลังงานดี แต่อย่างที่เห็นว่าทำให้อ้วนมาก เพราะเหตุว่าพลังงานมาเต็มถึง 280 แคลอรี่เลย
แต่พลังงานเกือบครึ่งหนึ่งนั้น ก็มาจากไขมันล้วนๆ…

“โรคภูมิแพ้ตา“ อาการเรื้อรังที่ไม่ควรละเลย

“โรคภูมิแพ้ตา“ อาการเรื้อรังที่ไม่ควรละเลย

ภูมิแพ้” เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองไวผิดปกติต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย 
หรืออาจเรียกว่าสารก่อภูมิแพ้ สำหรับโรคภูมิแพ้ที่เยื่อบุตา เป็นโรคตาที่พบมากที่สุดโรคหนึ่ง 
คือพบจำนวนร้อยละ 10-20 ของคนธรรมดาทั่วๆไป ซึ่งในตอนนี้ปริมาณผู้ป่วยโรคนี้ทั้งเด็กและคนแก่มีมากยิ่งขึ้น
โดยยิ่งไปกว่านั้นในเขตเมืองใหญ่หรือเขตชุมชน ที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น 
ผู้เจ็บป่วยจำนวนมากมักมีความคิดว่าโรคภูมิแพ้ที่ตาเป็นโรคที่ไม่อันตราย เพียงแต่นำไปสู่ความรำคาญ 
แต่ว่าในรายที่เป็นเรื้อรังหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจจะก่อให้เกิดความพิการของสายตาได้

โรคภูมิแพ้ตา เกิดจากสาเหตุอะไร
โรคภูมิแพ้ตา เกิดจากจากหลายกรณีร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น เหตุจากสภาพแวดล้อมภายนอก ที่พบได้บ่อย ยกตัวอย่างเช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ เชื้อรา ฯลฯ 
นอกจากนั้นคอนแทคเลนส์ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ รวมถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ

โรคภูมิแพ้ตา เกิดบริเวณใดของดวงตา
*
ภูมิแพ้ที่เยื่อบุตาขาว พบได้มากที่สุด
*
ภูมิแพ้ที่มีผลต่อกระจกตา พบได้รองลงมา แล้วก็เมื่ออาการเกิดที่กระจกตา จะทำให้เป็นผลข้างเคียงที่รุนแรง ทำให้การมองมองเห็นลดลงหรือมองเห็นไม่ชัดได้

ปัจจัยเสี่ยงโรคภูมิแพ้ตา
*
ปัจจัยภายใน จากกรรมพันธุ์
*
ปัจจัยภายนอก ตัวกระตุ้นภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ใบไม้ คอนแทคเลนส์ น้ำยาคอนแทคเลนส์ ฯลฯ

ป้องกันโรคภูมิแพ้ตา
*
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความแข็งแรงและมีความสมดุล
*
เลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก

3 สาเหตุที่นำไปสู่ “ริ้วรอย” โดยไม่ทันรู้ตัว

3 สาเหตุที่นำไปสู่ “ริ้วรอย” โดยไม่ทันรู้ตัว

เพศหญิงพวกเราต่างระมัดระวังทุกๆเรื่องที่จะทำลายผิวหน้าโดยยิ่งไปกว่านั้นเรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องพบเจอเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น 
ทั้งยังเกิดได้จากหลายกรณีด้วยกัน ซึ่งบางทีอาจเป็นพฤติกรรมบางอาจทำร้ายผิวให้ดูเหี่ยวย่นโดยไม่ได้คาดคิด กระทั่งทำให้ผิวของคุณดูแก่เกินวัยไปอย่างไม่น่าเชื่อ 
โดยเหตุนี้ทดลองสำรวจตนเองดูว่าคุณมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้หรือเปล่า ถ้าหากมีรีบหยุดซะเดี่ยวนี้ ก่อนที่ริ้วรอจะถามหา !!
1. 
ใช้คลีนเซอร์อย่างไม่ถูกวิธี
หากคุณมีผิวแห้งตึงทุกครั้งภายหลังที่ล้างหน้า แปลว่าคลีนเซอร์ที่ใช้อยู่บางทีอาจเป็นตัวทำลายน้ำมันที่หล่อเลี่ยงบนบริเวณใบหน้า 
และก็หากว่าผิวไม่มีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงนานๆก็จะมีผลให้กำเนิดรอยเหี่ยวย่นนั้นเอง
2. 
นอนตะแคง
การนอนตะแคงเสมอๆจะทำให้เกิดริ้วรอยครั้งแล้วครั้งเล่า นำมาซึ่งการทำให้เนื้อเยื่อคอลลาเจนรอบๆนั้นถูกกดทับเป็นระยะเวลานาน 
และก็เมื่อถูกกดทับบ่อยๆเป็นประจำเจ้าเนื้อเยื่อคอลลาเจนนี้ก็จะถูกทำลายลงอย่างถาวรจนกระทั่งกลายเป็นริ้วรอยแนวทางแก้คือ ให้เลิกนอนตะแคง 
แต่ถ้าหากเลิกนอนตะแคงไม่ได้ก็ให้เปลี่ยนแปลงมาใช้ปลอกหมอนที่เป็นผ้าซาตินหรือผ้าลื่นแทน ก็จะช่วยให้ริ้วรอยลดน้อยลงได้
3. 
แสดงความรู้สึก
อีกหนึ่งมูลเหตุที่กระตุ้นให้เกิดริ้วรอยบนบริเวณใบหน้า เป็น การ แสดงอารมณ์บนบริเวณใบหน้าที่มาเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ตกอยู่ในภาวะเครียดบ่อยมาก 
ชอบย่นคิ้วเสมอๆ หรือการหยีตาในขณะที่พบแสงสว่างแรง แล้วก็เมื่อทำเป็นประจำก็จะกลายเป็นริ้วรอยถาวร 
ด้วยเหตุดังกล่าวควรจะพยายามคุมตัวเองไม่ให้แสดงอารมณ์ทางหน้าโดยไม่จำเป็น รวมทั้งหาแว่นตากันแดดมาใส่ในช่วงเวลาที่จำต้องพบเจอกับแสงสว่างแรง 
นอกเหนือจากที่จะป้องกันไม่ให้กำเนิดริ้วรอยแล้ว ยังเป็นการคุ้มครองป้องกันไม่ให้รังสียูวีทำลายดวงตาด้วย

เผย 4 วิธีสำหรับดูแลผิวหน้าหนาว!!

เผย 4 วิธีสำหรับดูแลผิวหน้าหนาว!!

ใกล้ช่วงหน้าหนาวก็ได้เวลาจัดแจงชุดสวยให้พร้อมรับลมหนาวที่กำลังจะออกเดินทางมาถึง อากาศเย็นๆทำให้ผิวพวกเราแห้ง ขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้น แตกเป็นขุย
พวกเราจึงต้องควรที่จะดูแลผิวให้เหมาะสมกับสภาพผิวและก็ลักษณะอากาศ วันนี้พวกเราขอแนะนำ 4 แนวทางในการดูแลผิวในช่วงหน้าหนาว ไม่ได้อยากผิวแตกไปดูกันว่าจะต้องทำยังไงบ้าง
1. หลบหลีกการอาบน้ำด้วยน้ำอุ่น การอาบน้ำร้อนจะล้างไขมันบนผิวทำให้ผิวไม่สามารถที่จะเก็บกักความชุ่มชื้นเอาไว้ได้ ก่อให้เกิดปัญหาผิวแห้ง
โดยเหตุนี้จำเป็นจะต้องเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น รวมทั้งอาบน้ำที่มีอุณหภูมิปกติแทน ถ้าหากมีลักษณะอาการที่หนาวเย็นจัด เสนอแนะให้อาบน้ำอุ่นเพียง 5- 10 นาที แล้วรีบขึ้นเช็ดตัวให้แห้ง
ทาด้วยโลชั่นที่มีมอยส์เจอไรเซอร์เข็มข้นในทันที เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิว
2. บำรุงผิวกายด้วยการทาโลชั่น บำรุงผิวกายรวมทั้งผิวหน้าเป็นประจำด้วยโลชั่นที่เหมาะสมกับผิวรวมทั้งสภาพอากาศ
โดยเลือกใช้โลชั่นที่กักเก็บความชุ่มชื้นของผิวเอาไว้ได้นาน ปกป้องผิวที่แห้งแตกได้อย่างดีเยี่ยม
ยิ่งไปกว่านี้อย่าลืมใช้แฮนด์ ครีม ในการบำรุงมือให้เปียกชื้นอยู่เป็นประจำ เพื่อผิวสวยแล้วก็สุขภาพดีอยู่ตลอดเวลา
3. อย่าลืมทาลิปสติกด้วยลิปมัน หรือลิปบาล์ม บำรุงผิวกายแล้วอย่าลืมบำรุงริมฝีปาก ด้วยการทาลิปมันหรือลิปบาล์ม เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นกับริมฝีปาก และก็ป้องกันไม่ให้ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย
เนื่องจากว่าเมื่อลมเย็นพัดผ่าน ความชุ่มชื้นจากริมฝีปากจะถูกอากาศดูดออกไป
4. กินน้ำให้พอเพียง ในตอนหน้าหนาวนั้นอุณหภูมิจะลดน้อยลง จนกระทั่งทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายอย่างยิ่ง
ทำให้ผิวแห้งได้ การกินน้ำจะช่วยทำให้ผิวสวยนุ่มชุ่มชื้นสู่ภายนอกช่วยทำให้สดชื่น และก็อุ่นสบายตัวแล้ว
ยังเติมน้ำเข้าสู่ร่างกายและก็ผิวได้อย่างดีเยี่ยม…

4 อาหารช่วยคุมน้ำหนัก ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องรับประทานผัก ก็ผอมได้!!

4 อาหารช่วยคุมน้ำหนัก ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องรับประทานผัก ก็ผอมได้!!

การลดหุ่นไม่ใช้เพียงแค่บริหารร่างกาย การกินของกินหรือคุมของกินก็ช่วยลดความอ้วนได้เช่นเดียวกัน ผู้หญิงคนไหนกันที่มีแพลนต้องการจะมีหุ่นดีรับปีใหม่ 
พวกเรามีแนวทางลดหุ่นง่ายๆด้วยการกิน พวกเราขอแนะนำ ของกินที่รับประทานแล้วจะดูแลรูปร่งของพวกเราให้เป๊ะ รับประทานแล้วไม่อ้วน คนใดที่อยู่ในช่วงคุมน้ำหนักทดลองทานกันดูนะจ้ะ 
มีของกินอะไรบ้าง พร้อมแล้วพวกเราไปดูกันเลยเลยจ้า
1. 
เมล็ดเจีย หรือ เมล็ดเจีย เมล็ดพืชตัวจิ๋วแต่ว่ามากมายด้วยประโยชน์ ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวช่วยลดความอ้วนอุดมด้วยเส้นใยอยู่ประมาณ 34.4 กรัม อุดมด้วยไขมันดี อีกทั้งยังรับประทานแล้วย่อยง่ายด้วย 
ทั้งยังมีแคลอรีต่ำ ย่อยง่าย ร่างกายไม่สะสมเป็นไขมัน พวกเราก็เลยปราศจากไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆภายในร่างกาย ใครที่ต้องการลดความอ้วนแต่ว่าไม่ได้อยากขาดสารอาหาร 
แนะนำให้ทานเมล็ดเจียเพราะเหตุว่าอุดมด้วยคุณประโยชน์ทางสารอาหารที่จำเป็นต่อสภาพทางด้านร่างกายในแต่ละวันอย่างสมบูรณ์
2. 
กีวี คือผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ด้วยเหตุว่ามีเส้นใยเยอะมากๆที่ทำให้อิ่มเร็วแล้วก็นานทำให้กินอาหารในแต่ละมื้อได้ลดน้อยลง เนื่องจากมีแคลอรี่น้อยมาก กีวี100 กรัม 
ให้เพียง 69 แคลอรีเพียงแค่นั้น นอกจากนี้การทานกีวียังช่วยลดความรู้สึกอยากทานของว่าง ทำให้ท่านไม่รับประทานอาหารจุบจิบที่เกิดขึ้นจากความหิวกระหาย
3. 
แตงโม คือผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ เหมาะสมกับคนที่ต้องการลดความอ้วน รวมทั้งควบคุมน้ำหนักเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าแตงโม ถ้วย ให้พลังงานเพียงแต่ 50 แคลอรี่แค่นั้น แถมยังให้ไขมันน้อยนิด 
แล้วก็ยังชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำถึง 93% ขององค์ประกอบทั้งสิ้น ทำให้พวกเรารู้สึกอิ่มเร็วแต่ว่าควรจะทานอย่างพอดิบพอดีไม่มากไปจะมีผลให้คุณผู้หญิงอ้วนได้
4. 
อะโวคาโด ผลไม้ประเภทนี้มีส่วนในการควบคุมการเสื่อมสลายกรดไขมันภายในร่างกาย และก็ควบคุมลักษณะการทำงานของตับแล้วก็ตับอ่อนในส่วนของการเลือกดูดซึมไขมันแล้วก็การเผาไหม้ไขมัน ทั้ง 
ช่วยลดระดับความดันเลือด ลดความเสี่ยงเบาหวาน การเสี่ยงโรคอ้วน การเสี่ยงโรคหัวใจหลอดเลือด และก็โรคเรื้อรังต่างๆที่เกิดขึ้นจากสภาวะอ้วนลงพุง ฯลฯ

ผลเสียของอาการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด

ผลเสียของอาการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด

ปัจจุบันอาหารฟาสต์ฟู้ด นั้นได้รับความนิยม
โดยเฉพาะกับเหล่าวัยเรียน, วัยทำงาน ที่ช่วงชีวิตเร่งรีบ
จนไม่มีเวลาเลือกทานอาหารที่เหมาะสม ทำให้ ฟาสต์ฟู้ด
นั้นสามารถตอบโจทย์ได้ดี
นอกจากนี้วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยชอบรับประทานอาหารเหล่านี้
สาเหตุแห่งความนิยมประการหนึ่ง
เกิดจากอาหารฟาสต์ฟู้ดมีการโฆษณาจูงใจให้ลุ่มหลงได้ง่าย
ผู้ผลิตอาหารจึงพยายามออกแบบให้อาหารเหล่านี้มีรูปลักษณ์ที่ถูกใจวัย
รุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้คือ
สภาพครอบครัวปัจจุบันที่ไม่มีเวลาเตรียมอาหารในบางมื้อ
พ่อแม่บางคนจึงจูงลูกจูงหลานไปฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดริมท
าง ซึ่งอาหารฟาสต์ฟู้ดนั้นไม่ได้ส่งผลดีกับสุขภาพ
มีโทษมากมายต่อร่างกาย นอกจากความรวดเร็วและสะดวกเท่านั้น

โดยคนส่วนใหญ่มักไม่ทราบข้อมูลว่าการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อ
ยๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลเสียต่อสุขภาพ
เพราะอาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วยแป้ง ไขมัน
และน้ำตาล
นอกจากนี้
วงการโภชนาการของสหรัฐอเมริกาและองค์การอนามัยโลก
เรียกอาหารเหล่านี้ว่า “อาหารขยะ” หรือ Junk Food
เพราะเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่ไม่เหมาะสมกับความต้อง
การของร่างกาย และให้เฉพาะแต่พลังงานเท่านั้น

ซึ่งหากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพเ
ป็นอย่างมาก เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้ กำลังเป็นปัญหาในประเทศตะวันตกทั้งหลาย

ส่วนอาการกับเด็กการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดของเด็กยากจนที่ไม่มี
อาหารรับประทานจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต
และพัฒนาการของร่างกายระยะยาว และยังจะทำให้เกิดโรคอ้วน
จึงมีความเสียงต่อการเกิดโรคต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีโรคที่เรียกว่า เดอะ จังก์ฟู้ด ซินโดรม
เกิดจากการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการผิ
ดปกติ ซึ่งมักพบในเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 – 12 ปี
ที่รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดต่อเนื่องมาได้ระยะหนึ่ง
จึงปรากฏอาการที่ผิดปกติ ได้แก่ ตื่นเต้นง่าย ควบคุมตนเองไม่ค่อยได้
ฝันร้าย ปวดท้อง เกิดความเหนื่อยหน่าย อารมณ์ร้อน ก้าวร้าว ดื้อดึง
และไม่มีสมาธิในการเรียน สุดท้ายก็ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ
และไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยจากการรับประทานอาหาร ฟาสต์ฟู้ด หรือ
จังก์ฟู้ด คือการบวมน้ำ จากการบริโภคจำพวกเฟรนช์ฟรายด์
มันฝรั่งทอดกรอบต่างๆ ที่วางขาย มักมีส่วนผสมของ เกลือ หรือโซเดียม
ในปริมาณที่สูงมาก และบรรดาโซเดียมนี่ล่ะ จะเป็นตัวดูดน้ำ
เข้ามาเก็บไว้ในเนื้อเยื่อ จนทำให้ร่างกายบวมน้ำ ถ้ารู้ว่าวันไหน
รับประทานอาหารจำพวกนี้เยอะไปล่ะก็ ให้รับประทานผลไม้
ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น สับปะรด กล้วย แอ๊ปเปิ้ล
เพื่อช่วยขับโซเดียมออก เพื่อลดอาการบวมน้ำ
และไปส่งผลเสียต่อไตในอนาคตอีกด้วย
เรียกได้ว่าข้อดีไม่ค่อยจะมีนอกจากได้รับพลังงานเท่านั้น…

ตำลึง – กินผิดอาจท้องเสียได้!

ตำลึง – กินผิดอาจท้องเสียได้!

สารอาหารที่มีอยู่ใน ตำลึง
ตำลึง นั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง อาทิ สารเบต้าแคโรทีน
ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน อีกทั้งยังมีฟอสฟอรัส
เหล็ก ไนอาซิน วิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนี้มหาวิทยามหิดล พบว่า
ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ ส่วนในตำรับยาโบราณได้ระบุไว้ว่า ตำลึง
เป็นยาเย็น ส่วนของใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาหารแพ้ อักเสบ แก้แมลงที่มีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน แก้เจ็บตา
ตาแฉะ ตาแดง บรรเทาโรคผิวหนัง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
สำหรับคุณสาวๆ คนไหนที่เป็นคุณแม่ลูกอ่อน ตำลึง เป็นผักที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก อุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม
ธาตุเหล็ก และวิตามินหลากหลายชนิด อีกทั้งยังมีเส้นใยสูง ช่วยบำรุงน้ำนม
ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยได้
ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่มีเพศ
ไม่ได้พิมพ์หัวข้อผิดแต่อย่างใด แต่จะบอกเอาไว้ว่าผักอย่าง ตำลึง ก็มีเพศได้เช่นเดียวกัน
ลองสังเกตกันดูสักหน่อยว่าแกงจืดที่เรากำลังจะรับประทาน หรือทำให้ลูกน้อยได้ทานได้เป็นตำลึงประเทศไหนกันแน่
มีความต่างกันอย่างไร แล้วทำไมถึงจำเป็นต้องแยกเพศ ลองมาอ่านข้อมูลที่เราเอามาฝากกัน
ใบตำลึงเพศผู้
สำหรับใบตำลึงเพศผู้จะมีลักษณะมีหยักที่มากกว่า คนส่วนใหญ่ไม่นิยมนำมารับประทาน ใครที่ธาตุในร่างกายไม่ดี
เมื่อทานใบ หรือยอดตำลึงเพศผู้เข้าไปก็อาจทำให้ท้องเสีย หรือถ่ายไม่หยุดได้ แต่ตำลึงเพศผู้นี้ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน คือ
มีสรรพคถณทางยา ช่วยดับพิษร้อน แก้ไข้ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ดีต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อีกทั้ง
ยังสามารถนำใบไปตำเพื่อใช้พอกผิดหนังแก้พิษของแมลงสัตว์กัดต่อยและแก้เริมได้
ส่วนดอกตำลึงก็ใช้ได้เมื่อเกิดอาการคันที่ผิวหนัง รากก็ใช้เป็นยาแก้ไข้และลดการอาเจียนได้
ใบตำลึงเพศเมีย
สำหรับใบตำลึงเพศเมียนี้มีวางขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป มีลักษณะใบค่อนข้างมน ขอบใบจะหยักไม่มาก
สามารถนำมาปรุงอาหารได้ ปลอดภัยมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นตำลึงเพศผู้ หรือเพศเมีย ต่างก็เป็นผักที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสิ้น
เพียงแต่ต้องเลือกนำมาใช้ให้ถูก ที่สำคัญต้องสังเกตลักษณะของตำลึงให้ดีก่อนนำมาบริโภคด้วย
ไม่อย่างนั้นประโยชน์ที่ควรจะเกิดจะกลับกลายเป็นโทษที่ส่งผลเสียได้อย่างไม่รู้ตัว…

ทาน 5 ผลไม้ ช่วยทำให้หุ่นดี

ทาน 5 ผลไม้ ช่วยทำให้หุ่นดี

ทุกคนในโลกนี้ใครๆก็อยากหุ่นดี สิ่งแรกเลย นั่นคือการกิน
แต่การกินนั้นก็ควรที่จะต้องเลือกกินของที่มีประโยชน์
และของที่มีประโยชน์ที่ไม่ควรพลาดนั้น คือ ผลไม้
แต่ไม่ใช่ผลไม้ทุกชนิดที่จะช่วยลดความอ้วนได้ มาดูกันว่ามีผลไม้อะไรบ้าง
1. กล้วยหอม
สาวญี่ปุ่นนิยมลดน้ำหนักด้วยกล้วยหอม ซึ่งบางคนสามารถลดได้มากถึง 16กิโลกรัม
โดยกล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่
อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน เป็นยาระบายชั้นดี แก้อาการท้องผูก
และมีฟรุกโตสกับกลูโคส ซึ่งเป็นสารแทนความหวานจากธรรมชาติ
ส่วนใครที่ชอบออกกำลังกาย
การกินกล้วยหอมสามารถช่วยบำรุงกล้ามเนื้อไม่ให้อ่อนล้าได้อีกด้วย
ประโยชน์เยอะขนาดนี้ ไม่ลองได้ยังไงเนอะ
2.แก้วมังกร
ขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง ทำให้ระบบขับถ่ายดีเลิศ
กำจัดไขมันไม่ดีให้ออกไป ป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด แถมยังอิ่มท้อง
ให้พลังงานต่ำเพียง 66 กิโลแคลอรี่เท่านั้น เหมาะมากกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นเบาหวานก็กินได้ และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม
คุณแม่เพิ่งคลอดควรไปหามากินด่วนๆ
3.ฝรั่ง
สาวๆ คนไหนที่กำลังไดเอทอยู่ ไม่พลาดนะคะ เพราะฝรั่ง 1 ลูก
ให้พลังงานเพียง 45 กิโลแคลอรี่เท่านั้น มีสรรพคุณช่วยในเรื่องการลดน้ำหนัก
เพิ่มระดับไขมันดีในร่างกาย ระบบไหลเวียนในร่างกายไม่ติดขัด
ทำให้หัวใจแข็งแรง ออกกำลังกายได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ผิวพรรณของคุณจะดูสดใส
ไม่เหี่ยวก่อนวัย ดีขนาดนี้ต้องจัดมาสักลูกสองลูกแล้วล่ะ
4.แอ๊ปเปิ้ลเขียว
ตัวแม่ของวงการผลไม้ลดความอ้วน ขนาดนางเอกสาว อย่างคิมเบอร์ลี่
ยังกินแอปเปิ้ลเขียว เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักไปได้เกือบ 20 กิโลกรัม
ข้อดีของแอปเปิ้ลเขียว คือทำให้ร่างกายของเราอิ่มนาน เพราะมีน้ำตาลฟรุกโทส
ซึ่งจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบพลังงานไปอย่างช้าๆ ลดอาการหิวบ่อย
หิวตลอดเวลา และยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย
ดักจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ใครที่กำลังลดน้ำหนักควรมีติดตู้เย็นไว้นะคะ
5.ทับทิม
จัดว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพชนิดหนึ่ง ใน 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 83 กิโลแคลอรี่
ขึ้นชื่อเรื่องของการดีท็อกซ์สารพิษในร่างกาย กระตุ้นระบบเผาผลาญ
มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ไม่เหี่ยว
แถมยังกระชับกว่าเดิมอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยในการปรับฮอร์โมน
สำหรับวัยหมดประจำเดือน
คุณผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองอายุมากแล้วออกกำลังกายไม่ได้ ลดความอ้วนไม่ไหว
เปลี่ยนความคิดด่วนๆ เลยนะคะ ยิ่งอายุมาก ยิ่งต้องทำให้ร่างกายแข็งแรง
และการออกกำลังกาย ยังเป็นการช่วยผ่อนคลาย
ไม่ให้อารมณ์ของวัยทองสวิงขึ้นๆ ลงๆ อีกด้วยนะคะ…