4 อาหารช่วยคุมน้ำหนัก ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องรับประทานผัก ก็ผอมได้!!

4 อาหารช่วยคุมน้ำหนัก ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องรับประทานผัก ก็ผอมได้!!

การลดหุ่นไม่ใช้เพียงแค่บริหารร่างกาย การกินของกินหรือคุมของกินก็ช่วยลดความอ้วนได้เช่นเดียวกัน ผู้หญิงคนไหนกันที่มีแพลนต้องการจะมีหุ่นดีรับปีใหม่ 
พวกเรามีแนวทางลดหุ่นง่ายๆด้วยการกิน พวกเราขอแนะนำ ของกินที่รับประทานแล้วจะดูแลรูปร่งของพวกเราให้เป๊ะ รับประทานแล้วไม่อ้วน คนใดที่อยู่ในช่วงคุมน้ำหนักทดลองทานกันดูนะจ้ะ 
มีของกินอะไรบ้าง พร้อมแล้วพวกเราไปดูกันเลยเลยจ้า
1. 
เมล็ดเจีย หรือ เมล็ดเจีย เมล็ดพืชตัวจิ๋วแต่ว่ามากมายด้วยประโยชน์ ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวช่วยลดความอ้วนอุดมด้วยเส้นใยอยู่ประมาณ 34.4 กรัม อุดมด้วยไขมันดี อีกทั้งยังรับประทานแล้วย่อยง่ายด้วย 
ทั้งยังมีแคลอรีต่ำ ย่อยง่าย ร่างกายไม่สะสมเป็นไขมัน พวกเราก็เลยปราศจากไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆภายในร่างกาย ใครที่ต้องการลดความอ้วนแต่ว่าไม่ได้อยากขาดสารอาหาร 
แนะนำให้ทานเมล็ดเจียเพราะเหตุว่าอุดมด้วยคุณประโยชน์ทางสารอาหารที่จำเป็นต่อสภาพทางด้านร่างกายในแต่ละวันอย่างสมบูรณ์
2. 
กีวี คือผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ด้วยเหตุว่ามีเส้นใยเยอะมากๆที่ทำให้อิ่มเร็วแล้วก็นานทำให้กินอาหารในแต่ละมื้อได้ลดน้อยลง เนื่องจากมีแคลอรี่น้อยมาก กีวี100 กรัม 
ให้เพียง 69 แคลอรีเพียงแค่นั้น นอกจากนี้การทานกีวียังช่วยลดความรู้สึกอยากทานของว่าง ทำให้ท่านไม่รับประทานอาหารจุบจิบที่เกิดขึ้นจากความหิวกระหาย
3. 
แตงโม คือผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ เหมาะสมกับคนที่ต้องการลดความอ้วน รวมทั้งควบคุมน้ำหนักเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าแตงโม ถ้วย ให้พลังงานเพียงแต่ 50 แคลอรี่แค่นั้น แถมยังให้ไขมันน้อยนิด 
แล้วก็ยังชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำถึง 93% ขององค์ประกอบทั้งสิ้น ทำให้พวกเรารู้สึกอิ่มเร็วแต่ว่าควรจะทานอย่างพอดิบพอดีไม่มากไปจะมีผลให้คุณผู้หญิงอ้วนได้
4. 
อะโวคาโด ผลไม้ประเภทนี้มีส่วนในการควบคุมการเสื่อมสลายกรดไขมันภายในร่างกาย และก็ควบคุมลักษณะการทำงานของตับแล้วก็ตับอ่อนในส่วนของการเลือกดูดซึมไขมันแล้วก็การเผาไหม้ไขมัน ทั้ง 
ช่วยลดระดับความดันเลือด ลดความเสี่ยงเบาหวาน การเสี่ยงโรคอ้วน การเสี่ยงโรคหัวใจหลอดเลือด และก็โรคเรื้อรังต่างๆที่เกิดขึ้นจากสภาวะอ้วนลงพุง ฯลฯ

ผลเสียของอาการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด

ผลเสียของอาการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด

ปัจจุบันอาหารฟาสต์ฟู้ด นั้นได้รับความนิยม
โดยเฉพาะกับเหล่าวัยเรียน, วัยทำงาน ที่ช่วงชีวิตเร่งรีบ
จนไม่มีเวลาเลือกทานอาหารที่เหมาะสม ทำให้ ฟาสต์ฟู้ด
นั้นสามารถตอบโจทย์ได้ดี
นอกจากนี้วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยชอบรับประทานอาหารเหล่านี้
สาเหตุแห่งความนิยมประการหนึ่ง
เกิดจากอาหารฟาสต์ฟู้ดมีการโฆษณาจูงใจให้ลุ่มหลงได้ง่าย
ผู้ผลิตอาหารจึงพยายามออกแบบให้อาหารเหล่านี้มีรูปลักษณ์ที่ถูกใจวัย
รุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้คือ
สภาพครอบครัวปัจจุบันที่ไม่มีเวลาเตรียมอาหารในบางมื้อ
พ่อแม่บางคนจึงจูงลูกจูงหลานไปฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดริมท
าง ซึ่งอาหารฟาสต์ฟู้ดนั้นไม่ได้ส่งผลดีกับสุขภาพ
มีโทษมากมายต่อร่างกาย นอกจากความรวดเร็วและสะดวกเท่านั้น

โดยคนส่วนใหญ่มักไม่ทราบข้อมูลว่าการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อ
ยๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลเสียต่อสุขภาพ
เพราะอาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วยแป้ง ไขมัน
และน้ำตาล
นอกจากนี้
วงการโภชนาการของสหรัฐอเมริกาและองค์การอนามัยโลก
เรียกอาหารเหล่านี้ว่า “อาหารขยะ” หรือ Junk Food
เพราะเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่ไม่เหมาะสมกับความต้อง
การของร่างกาย และให้เฉพาะแต่พลังงานเท่านั้น

ซึ่งหากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพเ
ป็นอย่างมาก เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้ กำลังเป็นปัญหาในประเทศตะวันตกทั้งหลาย

ส่วนอาการกับเด็กการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดของเด็กยากจนที่ไม่มี
อาหารรับประทานจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต
และพัฒนาการของร่างกายระยะยาว และยังจะทำให้เกิดโรคอ้วน
จึงมีความเสียงต่อการเกิดโรคต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีโรคที่เรียกว่า เดอะ จังก์ฟู้ด ซินโดรม
เกิดจากการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการผิ
ดปกติ ซึ่งมักพบในเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 – 12 ปี
ที่รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดต่อเนื่องมาได้ระยะหนึ่ง
จึงปรากฏอาการที่ผิดปกติ ได้แก่ ตื่นเต้นง่าย ควบคุมตนเองไม่ค่อยได้
ฝันร้าย ปวดท้อง เกิดความเหนื่อยหน่าย อารมณ์ร้อน ก้าวร้าว ดื้อดึง
และไม่มีสมาธิในการเรียน สุดท้ายก็ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ
และไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยจากการรับประทานอาหาร ฟาสต์ฟู้ด หรือ
จังก์ฟู้ด คือการบวมน้ำ จากการบริโภคจำพวกเฟรนช์ฟรายด์
มันฝรั่งทอดกรอบต่างๆ ที่วางขาย มักมีส่วนผสมของ เกลือ หรือโซเดียม
ในปริมาณที่สูงมาก และบรรดาโซเดียมนี่ล่ะ จะเป็นตัวดูดน้ำ
เข้ามาเก็บไว้ในเนื้อเยื่อ จนทำให้ร่างกายบวมน้ำ ถ้ารู้ว่าวันไหน
รับประทานอาหารจำพวกนี้เยอะไปล่ะก็ ให้รับประทานผลไม้
ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น สับปะรด กล้วย แอ๊ปเปิ้ล
เพื่อช่วยขับโซเดียมออก เพื่อลดอาการบวมน้ำ
และไปส่งผลเสียต่อไตในอนาคตอีกด้วย
เรียกได้ว่าข้อดีไม่ค่อยจะมีนอกจากได้รับพลังงานเท่านั้น…

ตำลึง – กินผิดอาจท้องเสียได้!

ตำลึง – กินผิดอาจท้องเสียได้!

สารอาหารที่มีอยู่ใน ตำลึง
ตำลึง นั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง อาทิ สารเบต้าแคโรทีน
ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน อีกทั้งยังมีฟอสฟอรัส
เหล็ก ไนอาซิน วิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนี้มหาวิทยามหิดล พบว่า
ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ ส่วนในตำรับยาโบราณได้ระบุไว้ว่า ตำลึง
เป็นยาเย็น ส่วนของใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาหารแพ้ อักเสบ แก้แมลงที่มีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน แก้เจ็บตา
ตาแฉะ ตาแดง บรรเทาโรคผิวหนัง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
สำหรับคุณสาวๆ คนไหนที่เป็นคุณแม่ลูกอ่อน ตำลึง เป็นผักที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก อุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม
ธาตุเหล็ก และวิตามินหลากหลายชนิด อีกทั้งยังมีเส้นใยสูง ช่วยบำรุงน้ำนม
ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยได้
ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่มีเพศ
ไม่ได้พิมพ์หัวข้อผิดแต่อย่างใด แต่จะบอกเอาไว้ว่าผักอย่าง ตำลึง ก็มีเพศได้เช่นเดียวกัน
ลองสังเกตกันดูสักหน่อยว่าแกงจืดที่เรากำลังจะรับประทาน หรือทำให้ลูกน้อยได้ทานได้เป็นตำลึงประเทศไหนกันแน่
มีความต่างกันอย่างไร แล้วทำไมถึงจำเป็นต้องแยกเพศ ลองมาอ่านข้อมูลที่เราเอามาฝากกัน
ใบตำลึงเพศผู้
สำหรับใบตำลึงเพศผู้จะมีลักษณะมีหยักที่มากกว่า คนส่วนใหญ่ไม่นิยมนำมารับประทาน ใครที่ธาตุในร่างกายไม่ดี
เมื่อทานใบ หรือยอดตำลึงเพศผู้เข้าไปก็อาจทำให้ท้องเสีย หรือถ่ายไม่หยุดได้ แต่ตำลึงเพศผู้นี้ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน คือ
มีสรรพคถณทางยา ช่วยดับพิษร้อน แก้ไข้ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ดีต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อีกทั้ง
ยังสามารถนำใบไปตำเพื่อใช้พอกผิดหนังแก้พิษของแมลงสัตว์กัดต่อยและแก้เริมได้
ส่วนดอกตำลึงก็ใช้ได้เมื่อเกิดอาการคันที่ผิวหนัง รากก็ใช้เป็นยาแก้ไข้และลดการอาเจียนได้
ใบตำลึงเพศเมีย
สำหรับใบตำลึงเพศเมียนี้มีวางขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป มีลักษณะใบค่อนข้างมน ขอบใบจะหยักไม่มาก
สามารถนำมาปรุงอาหารได้ ปลอดภัยมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นตำลึงเพศผู้ หรือเพศเมีย ต่างก็เป็นผักที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสิ้น
เพียงแต่ต้องเลือกนำมาใช้ให้ถูก ที่สำคัญต้องสังเกตลักษณะของตำลึงให้ดีก่อนนำมาบริโภคด้วย
ไม่อย่างนั้นประโยชน์ที่ควรจะเกิดจะกลับกลายเป็นโทษที่ส่งผลเสียได้อย่างไม่รู้ตัว…

ทาน 5 ผลไม้ ช่วยทำให้หุ่นดี

ทาน 5 ผลไม้ ช่วยทำให้หุ่นดี

ทุกคนในโลกนี้ใครๆก็อยากหุ่นดี สิ่งแรกเลย นั่นคือการกิน
แต่การกินนั้นก็ควรที่จะต้องเลือกกินของที่มีประโยชน์
และของที่มีประโยชน์ที่ไม่ควรพลาดนั้น คือ ผลไม้
แต่ไม่ใช่ผลไม้ทุกชนิดที่จะช่วยลดความอ้วนได้ มาดูกันว่ามีผลไม้อะไรบ้าง
1. กล้วยหอม
สาวญี่ปุ่นนิยมลดน้ำหนักด้วยกล้วยหอม ซึ่งบางคนสามารถลดได้มากถึง 16กิโลกรัม
โดยกล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่
อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน เป็นยาระบายชั้นดี แก้อาการท้องผูก
และมีฟรุกโตสกับกลูโคส ซึ่งเป็นสารแทนความหวานจากธรรมชาติ
ส่วนใครที่ชอบออกกำลังกาย
การกินกล้วยหอมสามารถช่วยบำรุงกล้ามเนื้อไม่ให้อ่อนล้าได้อีกด้วย
ประโยชน์เยอะขนาดนี้ ไม่ลองได้ยังไงเนอะ
2.แก้วมังกร
ขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง ทำให้ระบบขับถ่ายดีเลิศ
กำจัดไขมันไม่ดีให้ออกไป ป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด แถมยังอิ่มท้อง
ให้พลังงานต่ำเพียง 66 กิโลแคลอรี่เท่านั้น เหมาะมากกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นเบาหวานก็กินได้ และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม
คุณแม่เพิ่งคลอดควรไปหามากินด่วนๆ
3.ฝรั่ง
สาวๆ คนไหนที่กำลังไดเอทอยู่ ไม่พลาดนะคะ เพราะฝรั่ง 1 ลูก
ให้พลังงานเพียง 45 กิโลแคลอรี่เท่านั้น มีสรรพคุณช่วยในเรื่องการลดน้ำหนัก
เพิ่มระดับไขมันดีในร่างกาย ระบบไหลเวียนในร่างกายไม่ติดขัด
ทำให้หัวใจแข็งแรง ออกกำลังกายได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ผิวพรรณของคุณจะดูสดใส
ไม่เหี่ยวก่อนวัย ดีขนาดนี้ต้องจัดมาสักลูกสองลูกแล้วล่ะ
4.แอ๊ปเปิ้ลเขียว
ตัวแม่ของวงการผลไม้ลดความอ้วน ขนาดนางเอกสาว อย่างคิมเบอร์ลี่
ยังกินแอปเปิ้ลเขียว เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักไปได้เกือบ 20 กิโลกรัม
ข้อดีของแอปเปิ้ลเขียว คือทำให้ร่างกายของเราอิ่มนาน เพราะมีน้ำตาลฟรุกโทส
ซึ่งจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบพลังงานไปอย่างช้าๆ ลดอาการหิวบ่อย
หิวตลอดเวลา และยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย
ดักจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ใครที่กำลังลดน้ำหนักควรมีติดตู้เย็นไว้นะคะ
5.ทับทิม
จัดว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพชนิดหนึ่ง ใน 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 83 กิโลแคลอรี่
ขึ้นชื่อเรื่องของการดีท็อกซ์สารพิษในร่างกาย กระตุ้นระบบเผาผลาญ
มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ไม่เหี่ยว
แถมยังกระชับกว่าเดิมอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยในการปรับฮอร์โมน
สำหรับวัยหมดประจำเดือน
คุณผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองอายุมากแล้วออกกำลังกายไม่ได้ ลดความอ้วนไม่ไหว
เปลี่ยนความคิดด่วนๆ เลยนะคะ ยิ่งอายุมาก ยิ่งต้องทำให้ร่างกายแข็งแรง
และการออกกำลังกาย ยังเป็นการช่วยผ่อนคลาย
ไม่ให้อารมณ์ของวัยทองสวิงขึ้นๆ ลงๆ อีกด้วยนะคะ…

กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก ขอแก้ด้วย 2 วิธี

กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก ขอแก้ด้วย 2 วิธี

เรื่องเท้าเหม็นเป็นอะไรที่อี๋มาก ยิ่งใครเล่นกีฬาเสร็จใหม่ๆ

แล้วมาถอดถุงเท้ารองเท้าในห้องแอร์นะ ห้องแทบแตก
อีกอย่างเท้าเหม็นไม่ใช่สไตล์ ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับใครๆ ก็ได้
แต่นี่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี ลองไปดู 2
สเต็ปเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกัน
จัดการกับเท้าเราก่อน
รักษาความสะอาดเป็นพิเศษกว่าที่เคย ให้ล้างน้ำ ถูสบู่ แล้วขัดถูทุกซอกมุม
อาจใช้หินขัดเท้าร่วมด้วย
เช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งที่ล้างเท้า
หมั่นทาครีมบำรุงผิวเท้าหรือวาสลีนเพื่อให้เท้านุ่มชุ่มชื้น
ไม่ใส่ถุงเท้า รองเท้า ขณะที่ครีมบำรุงยังชุ่มอยู่
เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความอับชื้น
รักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอ
ถ้าเท้าเปียกชื้นให้หาแป้งฝุ่นหรือผงดับกลิ่นเท้ามาทาให้ทั่ว
ก่อนใส่ถุงเท้าเพราะจะช่วยดูดซึมความชื้นได้ดี
สเปรย์สมุนไพร สเปรย์ระงับกลิ่นเท้าก็ช่วยได้
สปาเท้าด้วยสูตรจากธรรมชาติ เช่น แช่เท้าในน้ำที่ใส่สารส้มแบบก้อน
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือด่างทับทิมผสมน้ำอุ่น
ระหว่างที่แช่เท้าก็ขัดถูเท้าไปด้วย นอกเหนือจากนี้ก็มีเบคกิ้งโซดาผสมน้ำพอข้น
หรือน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยต่อน้ำอุ่น 1 กะละมังเล็ก
ก็สามารถนำมาผสมกับน้ำแล้วแช่เท้าได้เหมือนกัน
น้ำยาเดทตอล หรือน้ำยาบ้วนปากก็นำมาผสมน้ำแช่เท้าได้ ให้ใช้ประมาณ 2-3 ฝา
ผสมกับน้ำ ระหว่างที่แช่เท้าก็ใช้แปรงทำความสะอาดขัดไปด้วย
เมื่อใช้เป็นประจำก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี อีกทั้งยังลดปัญหาเท้าเหม็นได้อีกด้วย
ถุงเท้า จัดการยังไง
ซักถุงเท้าให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ไม่นำถุงเท้าที่ใส่แล้วมาใส่ซ้ำอีกรอบ
นอกจากนี้ต้องตากถุงเท้าให้แห้ง

เพราะแบคทีเรียที่สะสมจะเป็นตัวการการเกิดกลิ่นเหม็น
และถ้าพอมีเวลาให้นำถุงเท้าไปแช่น้ำอุ่นหรือน้ำผสมผักซักฟอกก่อนซัก 30
นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค

เลือกถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้าย 100% เพราะจะช่วยระบายอากาศได้ดี
สวมใส่ถุงเท้าที่ขนาดพอเหมาะ ไม่คับจนเกินไป เพราะทำให้ระบายอากาศได้น้อย
หากต้องสวมใส่รองเท้ากีฬา หรือรองเท้าหุ้มส้นที่ปิดหัวปิดท้าย
ควรสวมใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้ง
เมื่อนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ให้ถอดถุงเท้า รองเท้าออก เพื่อลดกลิ่นอับชื้น…

โรคเบาหวานคืออะไร มาเรียนรู้ศึกษาให้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

โรคเบาหวานคืออะไร มาเรียนรู้ศึกษาให้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

โรคเบาหวาน เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ผู้คนเป็นกันเยอะและมีแนวโน้มว่าจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นจึงควรมาเรียนรู้ศึกษาเกี่ยวกับมันให้มากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะได้ป้องกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ จะดีกว่า
โรคเบาหวานนั้นก็คือภาวระที่ร่างกายนั้นมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ นั่นเป็นเพราะว่าการขาดฮอร์โมนอินซูลิน
ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงจนเกินไป ซึ่งเมื่อขาดไปก็จะทำให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือก
เพื่อที่จะแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังงานนั้นผิดปกติไป หรือว่าทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้น้ำตาลในเลือกมากกว่าปกติ
และเกิดโรครวมถึงอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่ค่อนข้างจะรุนแรง
สำหรับโรคเบาหวานนั้นในระยะแรกๆ นั้นจะไม่แสดงอาการอะไรให้ได้สังเกตเห็น มันไม่มีอะไรที่ผิดปกติเลย
ทำให้บางคนอาจจะตรวจพบโรคเบาหวานก็ต่อเมื่อภาวะแทรกซ้อนเริ่มที่จะเกิดขึ้น
มาแล้ว อาการที่เห็นชัดก็อย่างเช่นการกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา ปากแห้ง
เข้าห้องน้ำไปปัสสาวะอยู่บ่อยๆ น้ำหนักเพิ่มหรือลดจนผิดปกติ และอีกมากมาย
โดยอาการของโรคในประเภท 1 นั้นทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากๆ
ขณะที่โรคเบาหวานในประเภทที่ 2 อาการจะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับโรคเบาหวานนั้นสามารถตรวจพบได้จากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้แพทย์ก็จะสอบถามอาการต่างๆ ของผู้ป่วย
รวมไปถึงประวัติการเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคเบาหวานของคนในครอบครัว
เพราะเป็นสิ่งที่สามารถสืบทอดผ่านทางพันธุกรรมได้เหมือนกัน โรคเบาหวานนั้นสามารถรักษาได้
ผิดกับในสมัยก่อนซึ่งก่อนที่จะมีความรู้เกี่ยวกับอินซูลิน
ผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อที่ว่าหากเป็นโรคเบาหวานแล้วจะต้องจบลงที่การเสียชีวิตอย่างเดียว
ไม่สามารถรักษาได้ แต่ด้วยการแพทย์ปัจจุบัน สามารถที่จะให้ฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปในร่างกายได้ด้วยการฉีดยาเข้าไป
ขณะเดียวกันก็ต้องคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
สำหรับผู้ป่วยที่เกิดมีแผลเบาหวานขึ้นที่เท้า แพทย์ก็จะให้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแผล
และถ้าแผลเริ่มรุนแรกมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะต้องวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม
แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นจริงๆ ก็จำเป็นจะต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มันลุกลามบานปลาย
ขณะที่ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้ก็ค่อนข้างจะรุนแรง อาจจะเป็นโรคแทรกซ้อนได้อีกหลายโรค
จนทำให้ต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วนได้เลยทีเดียว จึงเป็นอะไรที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก
นี่คือโรคที่รักษาได้ก็จริง แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงจะดีกว่า
ดังนั้นควรป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานด้วยการหมั่นระวังระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอๆ
หากระดับน้ำตาลเริ่มมีแนวโน้มเสี่ยงว่าจะเป็นโรค ก็ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองทั้งนั้นดีกว่าปล่อยให้เป็นโรคแล้วค่อยไปรักษาทีหลัง…

5 เคลล็ดลับแปลงสาวไซส์พลัสเป็นสาวไซส์เอส

5 เคลล็ดลับแปลงสาวไซส์พลัสเป็นสาวไซส์เอส

“ หาซื้อเสื้อผ้าใส่ไม่ค่อยได้ ” คือปัญหาที่ผู้หญิงไซส์พลัสพบเห็นหลายครั้ง เพราะว่าเสื้อผ้าสวยปัจจุบันนี้มีแต่ตัวเล็ก
เพราะงั้นมันคงจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องลุกขึ้นมากลับตัวกลับใจให้กลับมาเป็นสาวไซส์เอสอีกที ฉะนั้นพวกเราก็เลยมี 5เคลล็ดลับแปลงสาวไซส์พลัสเป็นสาวไซส์เอส มาฝากกัน
1. 
หาแรงจูงใจ เป็นต้นว่า ทดลองหาผู้ที่มีหุ่นแบบที่คุณอยากได้ อาทิเช่น ศิลปิน ดารานางแบบ มาเป็นตัวอย่าง แล้วบอกตนเองว่าจะต้องมีหุ่นแบบนั้นให้ได้ 
หรือทดลองไปซื้อเสื้อผ้าตัวเล็กงามที่คุณต้องการใส่มา แล้วมาลดความอ้วนเพื่อสามารถสวมชุดที่ซื้อมาได้
2. 
บริหารร่างกาย การบริหารร่างกายแบบคาร์ดิโอ อย่างเช่น ว่ายน้ำ วิ่ง เดินเร็ว ขี่จักรยาน สามารถช่วยลดหุ่นได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุว่าไขมันที่ถูกสะสมจะถูกเผาผลาญออกไป 
ซึ่งจะต้องใช้เวลาสำหรับการบริหารร่างกายอย่างต่ำ 30 นาที จึงจะได้ผลลัพธ์ดังที่ปรารถนา
3. 
กินอาหารคลีน นอกเหนือจากการบริหารร่างกายจะสามารถช่วยทำให้คุณลดความอ้วนได้แล้ว การรับประทานอาหารที่ดีอย่างของกินคลีนก็สามารถช่วยในการเปลี่ยนหุ่นไซส์พลัสให้กลับมาเป็นไซว์เอสได้ 
แต่ว่าจำเป็นต้องทานในจำนวนที่สมควร เนื่องจากต่อให้ของกินดีเพียงใดถ้าหากทานมากไปก็อ้วนอยู่ดี
4. 
แปลงมาใช้บันได ถ้าเกิดบ้านใครมีบันไดก็ให้ขึ้นลงบันไดเป็นประจำหรือเปลี่ยนจาการใช้ลิฟต์มาใช้บันไดแทนเพราะว่าการใช้บันไดสามารถช่วยสลายไขมันได้อย่างดีเยี่ยม 
แถมยังช่วยปรับกระดูกข้อต่อต่างๆและก็กล้ามขาแข็งแรงมากเพิ่มขึ้น ที่สำคัญช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้เยอะแยะเลย
5. 
ทำงานบ้าน การทำงานบ้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น ซักผ้า ปัดกวาดบ้าน เช็ดบ้าน ล้างจาน ล้างห้องน้ำ เปรียบเสมือนการบริหารร่างกายอย่างหนึ่ง 
เนื่องจากมันสามารถช่วยสลายไขมันได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุนั้นถ้าใครไม่ว่างไปบริหารร่างกายก็สามารถทำงานบ้านทดแทนได้

5 ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เปลี่ยนเป็นผู้ติดสุรา

5 ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เปลี่ยนเป็นผู้ติดสุรา

การกินเหล้า” เป็นกิจกรรมที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมักจะทำตอนที่มีปัญหาหรือมีเรื่องมีราวเครียด ด้วยเหตุว่ามันสามารถดึงพวกเราออกมาจากโลกข้อเท็จจริงที่แสนวุ่นวายไปสู่โลกซึ่งมีก็เพียงแต่ความสนุกได้ 
ซึ่งความเพลิดเพลินดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจำต้องแรกมาด้วยสุขภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่ทรุดโทรม นอกเหนือจากนั้นยังอาจเป็นจุดเริ่มแรกของการติดสุราด้วย และนี้เป็น ต้นเหตุที่ทำให้เป็นคนชอบกินเหล้า
1. 
อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เคร่งเคลียด มีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่ใช้สุราเป็นทางออกจากปัญหา เพราะว่าการกินเหล้าช่วยทำให้หลุดออกมาจากโลกความจริงที่ไม่อาจจะต่อกรได้ไปสู่โลกซึ่งมีก็แต่ความสนุกสนานร่าเริง โดยเหตุนี้พวกเราก็เลยชอบมองเห็นผู้คนกินเหล้าภายหลังที่เลิกงาน
2. 
เป็นคนชอบดื่มมาตั้งแต่ยุควัยรุ่น ส่วนมากผู้ที่มีความคิดริเริ่มดื่มมาตั้งแต่ยุควัยรุ่นมีลัษณะทิศทางที่จะดื่มมากขึ้นเรื่อยๆเรื่อยด้วยเหตุว่ายิ่งแก่ขึ้นเยอะแค่ไหนจำนวนสำหรับการดื่มก็จะมากเพิ่มขึ้นและก็ตามด้วยเช่นเดียวกัน
3. 
สภาวะทางด้านจิตใจมีผลต่อการติดสุรา สถานการณ์ทางอารมณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น ความกลุ้มใจ ความซึมเศร้า ความอ้างว้าง หรืออารมณ์อื่นๆที่ไม่อยู่ในสถานการณ์ธรรมดา 
มีส่วนทำให้ผู้ที่ชอบกินเหล้ากลายเป็นผู้ติดเหล้าได้ เพราะว่าการดื่มช่วยทำให้ลืมความรู้สึกพวกนั้นไปได้ชั่วครู่
4. 
การกินเหล้าพร้อมกันไปกับยา สำหรับผู้ที่ชอบกินเหล้ามักจะไม่ค่อยพอใจว่าต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายยังไง พวกเราก็เลยชอบมองเห็นคนชอบดื่มบางบุคคลทานยาพร้อมด้วยกินเหล้าไปด้วย 
ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกมากด้วยเหตุว่ายาบางจำพวกนั้นทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ก็เลยบางทีอาจเกิดโทษต่อร่างกายได้ รวมทั้งยาบางจำพวกก็ไม่สามารถที่จะออกฤทธิ์ได้เมื่อมีแอลกอฮอล์
5. 
คนภายในครอบครัวเคยติดสุรามาก่อน ผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่มีผู้ติดสุรามักจะแน้วโน้มสูงที่จะติดสุราไปด้วย ส่วนหนึ่งส่วนใดบางครั้งอาจจะเป็นเนื่องจากพันธุกรรม แต่ว่ามูลเหตุสำคัญๆ
น่าจะเป็นเพราะเหตุว่าสิ่งแวดล้อมของครอบครัวที่ขัดเกลาให้เป็นแบบงี้ ด้วยเหตุว่าผู้ที่เติบโตมาในภาวะครอบครัวอย่างนี้จะมองเห็นการกินเหล้าคือเรื่องธรรดานั้นเอง

อันตรายไหม? ถ้าเกิดพวกเราเผลอรับประทาน เชื้อรา

อันตรายไหม? ถ้าเกิดพวกเราเผลอรับประทาน เชื้อรา

Omar Oyarzabal ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านของกินของมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ เสนอแนะว่า พวกเราจำต้องเลี่ยงการทานขนมปัง 
และก็ของกิน ที่มีเชื้อราติดอยู่ ถึงแม้ในยุคนี้จะมีเทคโนโลยีสำหรับการประกอบอาหารที่สะอาด รวมทั้งมีขั้นตอนที่มีคุณภาพ แม้กระนั้นก็ยังมีโอกาสที่พวกเราจะเจอเชื้อราในของกินได้ ถ้าเกิดมองเห็นว่าขนมปัง 
มีจุดเล็กที่บางทีอาจจะเป็นเชื้อรา ก็ไม่ควรเสียดาย เขวี้ยงทิ้งไปเลยจะดีมากกว่ารูปแบบของเชื้อรานั้นจะมีลักษณะเป็นเส้น เหมือนเส้นผมเส้นเล็กที่บางมากมาย มีรากแผ่ขยายออกไปในผิวที่พวกเราไม่เห็น 
ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดมองเห็นเชื้อรามีจุดเล็กเพียงแต่จุดเดียว ก็รับประทานไม่ได้ เนื่องจากว่ามีรากของเชื้อราแผ่ขยายออกไปอีกนั่นเอง รวมทั้งการที่พวกเราจะเลี่ยงไม่รับประทานเชื้อรามีอยู่สิ่งเดียวเพียงแค่นั้นเป็น 
การสังเกตให้รอบคอบนั่นเอง ถ้าเกิดพวกเรานั้นเผลอรับประทานเชื้อราเข้าไปและก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลใจไปนัก ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดไม่แพ้จริงๆก็ไม่เป็นอันตรายอะไร เว้นแต่รับประทานต่อเนื่องกันไปเรื่อยเพียงแค่นั้น 
แถมเชื้อราบางประเภทยังมีคุณประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น เพนิซิเลี่ยม ที่เป็นราเขียวบนขนมปัง พวกเราประยุกต์ใช้ทำเป็นยาปฏิชีวนะที่ชื่อว่า เพนิซิลิน ฯลฯ พวกเราจะป้องกันเชื้อราได้เช่นไร
– 
หมั่นสังเกต ของกินที่จะซื้อหรือก่อนจะทานว่ามีลักษณะแพ้หรือไม่ ดังเช่น คันปาก จมูก คัดจมูก น้ำมูกไหล จากการรับประทานอาหารบ้างหรือไม่
– 
รักษาความสะอาดในบ้าน เนื่องจากว่าเชื้อราสามารถเติบโตและก็แพร่สปอร์ไปได้ โดยเหตุนี้ตามตู้แช่เย็น ผ้าขัดจานถ้วยชาม เคาน์เตอร์ในห้องครัวอาจมีสปอร์ของเชื้อราเกาะอยู่ 
ก็เลยจำต้องชำระล้างเสมอๆรวมทั้งควรจะควบคุมความชุ่มชื้นในบ้านไม่ให้เกิน 40%
– 
ควรจะชำระล้างด้านในตู้แช่เย็นเป็นประจำขั้นต่ำเดือนหรือสองเดือนครั้ง ด้วยการนำเบกกิ้งโซดา มาละลายน้ำ แล้วถูชำระล้างเสมอๆ
ส่วนที่มีเชื้อราขึ้นง่ายให้นำน้ำส้มสายชูมาขัดออก ฯลฯ

แค่เลือกกิน!สุขภาพผิวสร้างได้ไม่ยาก

แค่เลือกกิน!สุขภาพผิวสร้างได้ไม่ยาก

ผิวสวยสุขภาพดีมีออร่าเปล่งประกายสดใสใครๆ ก็ปรารถนา เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้แล้ว
ในเวลาที่ต้องแต่งตัวก็ไม่ต้องมาคอยกังวลหรือยุ่งยากในการจัดหาเสื้อผ้า
เพราะไม่ว่าจะเป็นแบบไหนหรือสีอะไรก็ไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อให้ได้ผิวที่สวยงาม
เราต้องทำการบำรุงผิวซึ่งโดยปกติเราก็บำรุงภายนอกด้วยครีมเพียงอย่างเดียว
ถ้าอย่างนั้นเรามาลองวิธีการบำรุงผิวจากภายในโดยการทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยให้เรามีสุขภาพผิวที่ดีและสว
ยงามกันดูบ้าง
1.อาหารจำพวกโอเมก้า
โอเมก้ามีคุณสมบัติช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังให้มีสุขภาพดี มีความชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน
อีกทั้งยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มีผลให้ผิวสุขภาพดีแลดูมีน้ำมีนวลและขาวอมชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเราสามารถพบโอเมก้าได้จากไข่ ถั่วเหลือง
ผักโขม น้ำมันตับปลาและปลาเเซลมอน เป็นต้น
2.อาหารจำพวกธัญพืช
โดยเฉพาะธัญพืชอย่างเช่นเมล็ดทานตะวัน ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับบำรุงผิวจำพวก วิตามินอี วิตามินบี 2
โปรตีนและรวมถึงโอเมก้าด้วย เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยในการบำรุงผิวพรรณ
ช่วยลดความหมองคล้ำ ลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย
ทำให้ผิวเนียนนุ่มและเปล่งปลั่งสดใสดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติได้
3.ดื่มน้ำให้เยอะๆ
น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกายเรา ช่วยให้ระบบกลไกการทำงานของร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล
ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายของเสียและล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกนี้การดื่มน้ำยังเป็นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวสดใสเปล่งปลั่งแลดูมีชีวิตชีวา ดังนั้น
เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
เพื่อให้ผิวมีสุขภาพดีเราต้องบำรุงทั้งภายในและภายนอกควบคู่กันไป และที่สำคัญอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ
ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วรับรองว่าคุณจะได้ผิวที่เนียนสวยใส เป๊ะปังดังใจปรารถนาอย่างแน่นอน…