ตาหายคล้ำได้ง่ายๆ ด้วยมาสก์ตาจากกาแฟ

ตาหายคล้ำได้ง่ายๆ ด้วยมาสก์ตาจากกาแฟ

ถ้าคุณเป็นคนรักกาแฟแล้วคุณรักผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกาแฟอย่างแน่นอนกาแฟเป็นเครื่องช่วย ความงาม ที่ยอดเยี่ยมเต็มไ
ปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และคาเฟอีนในกาแฟจะเป็นประโยชน์ต่อปัญหาต่างๆ เช่น รอยคล้ำใต้ตา ไม่ได้ให้สาวๆ
อื่มกาแฟทุกชั่วโมงนะคะ เดี่ยวจะนอนไม่หลับได้
แต่จะให้สาวๆ เปลี่ยนกาแฟที่เรากินเป็นประจำนำมาทำเป็นมาสก์งง่ายๆ ที่สาวๆ สามารถทำเองได้เช่นกัน ดังนี้
วิธีทำมาสก์จากกาแฟ
กาแฟมีคาเฟอีนที่ช่วยปกป้องเซลล์จากรังสี UV และชะลอกระบวนการ photoaging ของผิวซึ่งจะช่วยลดริ้วรอยก่อนวัย
คาเฟอีนในกาแฟสามารถทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่นต่อต้านอนุมูลอิสระและลดความหมองคล้ำใต้วงรอบดวงตาและริ้วร
อยรอบดวงตากาแฟมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่สามารถช่วยลดรอยแดงและกระชับผิวได้
คาเฟอีนส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด สุขภาพ และลดการอักเสบที่ทำให้เกิดรอยคล้ำและใต้ตา
ขณะที่ส่วนผสม ประกอบด้วย ผงกาแฟอินทรีย์ 2 ช้อนโต๊ะ และ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 2 ช้อนโต๊ะ
ขั้นตอนการทำ
-ในการทำเตรียมชาม จากนั้นเพิ่มผงกาแฟใน 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันมะพร้าว (อัตราส่วนเท่ากันหรือสัดส่วนเท่ากัน)
ให้ผสมให้เข้ากันเพื่อให้แน่ใจว่าผงกาแฟและน้ำมันมะพร้าวเป็นเนื้อเดียวกันได้ดี
-ความสะอาดใบหน้าของคุณได้ดี และใช้ส่วนผสมที่คุณได้เตรียมไว้ทาใต้ดวงตาของคุณไว้เป็นเวลา 15 นาที
โดยให้นวดบริเวณใต้ตาของคุณด้วย เพื่อเสริมการไหลเวียน จากนั้นให้ล้างออกให้สะอาด

กาแฟมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่สามารถช่วยลดรอยแดงและกระชับผิวได้
คาเฟอีนส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดสุขภาพและลดการอักเสบที่ทำให้เกิดรอยคล้ำและใต้ตา…

การดูเเลสุขภาพของวัยรุ่นให้โตเเบบสมบูรณ์

การดูเเลสุขภาพของวัยรุ่นให้โตเเบบสมบูรณ์

การดูเเลสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อมนุษย์เราซึ่งเราได้ใช้ร่างกายในเเต่ละวันหนักเบาเเตกต่างกันออกไปในเเต่ละคน
เเละในช่วงวัยรุ่นนั้นอาจจะใช้ร่างกายเเละสมองไปมากในเรื่องของการเรียนเเละการเดินทางไปไหนมาไหน นั้นทำให้ร่างกายอาจจะเสื่อมลงหากไม่ดูเเลให้ดี
ใช้ว่าเป็นวัยรุ่นเเล้วจะประมาทคิดว่าตัวเองนั้นเเข็งเเรงไม่ดูเเลร่างกายหากเป็นเเบบนั้นจะทำให้ร่างกายเกิดป่วยได้ง่าย
เเละการดูเเลตัวเองในช่วงที่เป็นวัยรุ่นที่อยู่ในวัยเรียนนั้นควรที่จะทำอย่างไรเพื่อให้ร่างกายเเข็งเเรงเเละสามารถดูเเลตัวเองได้ในช่วงที่เราเรียน
ซึ่งหากร่างกายเเข็งเเรงเเล้วจะส่งผลดีต่อการเรียนเเละการใช้ชีวิตประจำวัน เเละมาดูกันว่วัยรุ่นควรดูเเลร่างกายตัวเองอย่างไร
สิ่งเเรกที่วัยรุ่นต้องดูเเลตัวเองคือการพักผ่อน
บางครั้งการที่เราเดินทางไปเรียนหรือการทำการบ้านหรือว่าอ่านหนังสือจะมีเวลาพักผ่อนน้อยในบางคนที่จะขยันมากเกินไป
ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ อย่างเช่นในช่วงของการสอบนั้นนักเรียนนักศึกษาต้องนอนดึกเหตุเพราะต้องอ่านหนังสือ
ซึ่งหากดึกไปอาจจะส่งผลต่อสุขภาพได้ หากเป็นเช่นนี้ไม่ดีเเน่
อาจจะส่งผลกระทบต่อการเรียนของตัวเองหากไม่เเบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ
ดังนั้นนักเรียนนักศึกษาต้องพยายามสร้างเวลาพักผ่อนของตัวเองให้ได้เพื่อจะทำให้สุขภาพของเรานั้นเเข็งเเรง
การดูเเลตัวเองสำหรับช่วงอายุวัยรุ่นต่อมาคือการหากีฬาที่ตัวเองชอบเล่น
สักชนิดหรือไม่ก็ออกำลังกายเเบบการเล่นฟิตเนสก็ได้
ทำไม่ให้เลือกเล่นกีฬาที่ชอบเพราะว่าจะทำให้เรามีความสนุกในการเล่น
บางครั้งก็จะทำให้เราลืมอาการเหนื่อยในขณะเล่นซึ่งนี้คือเรื่องที่ดีเพราะว่าเราออกกำลังกายเเล้วจะทำให้เรามีความสุขไปด้วย
วัยรุ่นบางคนประมาทในเรื่องการออกกำลังกายคิดว่าตัวเองสุขภาพเเข็งเเรงไม่ต้องออกกำลังกายก็ได้ นั้นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก
เราต้องดูเเลตัวเองให้ดีเพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเราจะได้ต่อสู้กับการเดินทางเเละการเรียนหากร่างกายของเราเเข็งเเรงก็จะสามารถทำกิจกรรมอะไรก็ได้ในชีวิต
สิ่งสำคัญต่อมาในการดูเเลสุขภาพในช่วงวัยรุ่นคือการรับประทานอาหารที่เป็นเวลาเเละมีประโยชน์ วัยรุ่นต้องรับประทานอาหารที่ดี
ไม่ควรที่จะรับประทานอาหารเเบบฟาดฟู๊ดหรือว่าของหวานเเละพวกน้ำอัดลมมากเกินไป มันจะกระทบต่อร่างกายของเราได้
หากทำได้ควรหลีกเลี่ยงเลยทุกวันนี้มีน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์มากมายที่ขายกันควรหันไปดื่มน้ำที่เป็นประโยชน์ เเละอาหารก็ต้องครบห้าหมู่
เพื่อให้สุขภาพของเราเเข็งเเรงที่สำคัญนั้นต้องรับประทานให้ตรงเวลาหากไม่ตรงเวลาเเล้วมันจะสะสมต่อไปในอนาคตอาจจะเกิดเป็นโรคกระเพาะ
ได้หากเป็นจะทำให้รักษากันลำบากการดูเเลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะอยู่ในช่วงไหนก็ต้องรักษาเเละดูเเลตัวเองให้ดีหากดูเเลตัวเองดีเเล้ว
อนาคตก็จะโตเป็นคนที่มีสุขภาพที่เเข็งเเรงจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพที่สมบูรณ์พร้อมที่จะเจอการทำงานในทุกรูปเเบบจะไม่ต้องเป็นคนที่อ่อนเเอ
หากทำได้เเล้วรับรองว่าคุณจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขอย่างเเน่นอน…

วิตามินที่มีประโยชน์เจ้าอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง ตอนที่ 2

วิตามินที่มีประโยชน์เจ้าอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง ตอนที่ 2

จากตอนที่ 1 เราได้ทราบกันแล้วว่าวิตามินที่ละลายในไขมันนั้นพบในสารอาหารประเภทใดบ้าง
มาถึงตอนที่ 2 จะกล่าวถึงวิตามินที่ละลายได้ในน้ำกันบ้าง
ซึ่งวิตามินกลุ่มที่ละลายได้ในน้ำนั้นก็มีหลายหลากชนิด
และมีประโยชน์ต่อร่างกายต่างกันไป
เรามาดูกันดีกว่าว่าวิตามันเหล่านี้สามารถพบได้ในอาหารประเภทใดบ้าง
1. วิตามินซี (C)
ประโยชน์ – ทำหน้าที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนซ์ ต้านอนุมูลอิสระช่วยในการชะลอวัย
– ช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
– ช่วยป้องกันภาวะตาพร่ามัว หรือต้อกระจก
– ช่วยลคความเสี่ยงในการเกิดโดรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม
มะเร็งช่องปากและทางเดินอาหาร
– ช่วยสมานแผล
– ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง
แหล่งที่พบ – ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่
– ผักประเภท กะหล่ำปลี, พริกหยวก, มะเขือเทศ, บล็อกโคลี่, ผักโขม และมันฝรั่ง
2. ไบโอติน (Biotin)
ประโยชน์ – ช่วยให้กระดูก ฟัน และเส้นผมแข็งแรง
ลดการหลุดร่วงของเส้นผม
– เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปเป็นพลังงาน
– ช่วยทำลายกรดไขมันที่เป็นอันตราย
แหล่งที่พบ – ไข่แดง
– ถั่วเหลือง
– ธัญพืช Whole grains
– ปลา
3. โคลีน (Choline)
ประโยชน์ – ช่วยในกระบวนการเผาผลาญของร่างกายและไม่ให้ไขมันสะสมในร่างกาย
– ช่วยในกระบวนการสร้างอะซีทิลคลอลีน
ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทของร่างกายช่วยในการนำกระแสประสาทจากสมองและเส้นประสาท
ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ
แหล่งที่พบ – นม
– ไข่
– ถั่ว
4. โฟลิค เอซิด (Folic acid)
ประโยชน์ – จำเป็นต่อการสร้างของเซลล์ใหม่ๆ
ทดแทนที่บาดเจ็บในร่างกาย
– ทำให้ระดับโฮโมซิสเทอีนในเลือดลดลง (Homocysteine เป็นสารที่ได้หลังจากร่างกายย่อยโปรตีน
ซึ่งหากมีสารนี้ในเลือดสูงจะเกิดอันตรายต่อหลอดเลือด ทำให้ผนังของหลอดเลือด เช่นหลอดเลือดหัวใจ
หรือหลอดเลือดที่สมอง ถูกทำลาย ก่อให้เกิดโรคตามมาได้)
– ในหญิงมีครรภ์การได้รับกรดโฟลิคตั้งแต่การตั้งครรภ์ระยะแรกๆ จะช่วยให้ทารกในครรภ์สมบูรณ์
ไปยับยั้งกระบวนการสร้างสมองและกระดูกสันหลังที่บกพร่องในทารกได้
– ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็งลำไส้ใหญ่
แหล่งที่พบ – แอสพารากัส, บร็อคโคลี่, ผักโขม, หัวเทอร์นิป
– น้ำส้มคั้น, น้ำมะเขือเทศ
– ถั่วต่างๆ และธัญพืช
จากข้อมูลข้างต้นการรับประทานไข่นอกจากจะทำให้ร่างกายได้โปรตีนแล้ว
ยังช่วยให้ร่างกายได้วิตามินด้วย
ซึ่งแต่เดิมนั้นเชื่อว่าการรับประทานไข่มากกว่า 2
ฟองต่อวันจะเพิ่มระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดได้
แต่ในปัจจุบันผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าการรับประทานไข่
โดยเฉพาะไข่แดง ไม่ได้สัมพันธ์กับการเพิ่มของคลอเรสเตอรอล
แต่ควรเลือกทานเป็นไข่ต้ม เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำมันจากการทอดไข่ดาว
หรือไข่เจียว และผู้สูงอายุก็สามารถรับประทานไข่แดงได้
ซึ่งการรรับประทานอาหารต่างๆ
ก็ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานปริมาณสารอาหารที่ร่างกายต้องการไม่มากจนสะสมเป็นส่วนเกินของร่างกาย…

ก่อนตรวจสุขภาพประจำปี ควรต้องเตรียมตัวกันอย่างไร

ก่อนตรวจสุขภาพประจำปี ควรต้องเตรียมตัวกันอย่างไร

การตรวจสุขภาพในทุกๆ ปี เป็นสิ่งที่จำเป็น

เพราะเมื่อร่างกายเราเริ่มมีสัญญาณอะไรที่ผิดปกติ จะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ทันเวลา
แต่การจะไปตรวจนั้นมันก็มีการเตรียมตัวกันด้วย

ก่อนอื่นเรามาศึกษาให้ลึกกันอีกนิดว่าการตรวจสุขภาพนั้นทำกันไปเพื่ออะไร
มันไม่จำเป็นว่าคุณจะมีสุขภาพแข็งแรงหรือว่ามีอาการป่วยอะไรบางอย่าง
เพราะบางครั้งโรคภัยไข้เจ็บที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกาย มันก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆ
ออกมา กว่าจะรู้ก็สายเกินไป ทางที่ดีคือควรตรวจให้พบเจอตั้งแต่เนิ่นๆ
จะได้ไม่สายเกินแก้

ที่จริงแล้วการตรวจสุขภาพประจำปีไม่ได้จำเป็นว่าต้องทำทุกปีก็ได้
ให้พิจารณาเอาตามความจำเป็นของแต่ละคน แต่เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น
การตรวจเป็นประจำทุกปีก็จะเป็นเรื่องที่ดี

การเตรียมพร้อมก่อนตรวจร่างกายนั้น
ผู้ที่เข้าตรวจจะต้องนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ในคืนก่อนตรวจควรจะนอนให้ได้ราวๆ 6-8 ชั่วโมง เพราะถ้าหากว่าอดนอนแล้ว
ผลการตรวจสุขภาพมีโอกาสที่จะออกมาเพี้ยนได้
เพราะว่าความดันและอัตราการเต้นของหัวใจของเราจะผิดไปจากปกติ
ซึ่งเป็นผลมาจากการนอนน้อยนั่นเอง

เรื่องของอาหารการกิน เราสามารถรับประทานกันได้ตามปกติ แต่จะต้องงดอหาร
รวมไปถึงเครื่องดื่ม ราวๆ 8 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ
ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นต้องงดอย่างเด็ดขาด 1 วันก่อนตรวจ
เนื่องจากจะส่งผลต่อการตรวจสุขภาพ

ทางที่ดีควรเลือกไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพในช่วงเช้า
เพราะการอดอาหารนานๆ นั้นไม่ส่งผลดีต่อร่างกายแน่ ถ้ายิ่งตรวจเร็วก็ยิ่งดี
เพราะจะได้รับประทานอาหารตามปกติ ร่างกายจะได้ไม่อิดโรย

กรณีที่ผู้เข้ารับการตรวจมีโรคประจำตัว หรือว่ามีประวัติด้านสุขภาพอื่นๆ ที่สำคัญ
ควรแจ้งหรือนำรายงานแพทย์ติดไปด้วย เพื่อใช้สำหรับประกอบการวินิจฉัย
ขณะที่ผู้หญิงที่กำลังสงสัยว่าตั้งครรภ์อยู่ ต้องแจ้งให้ทราบก่อน
เพื่อที่จะได้งดการตรวจด้วยการเอ็กซ์เรย์

ส่วนผู้หญิงที่ต้องการตรวจภายใน
ให้เลือกวันตรวจสุขภาพก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน
ขณะที่ถ้าหากต้องการตรวจสุขภาพในช่วงที่มีประจำเดือน
ควรงดการตรวจปัสสาวะ เพราะเลือดที่ปนเปื้อนออกมาจะส่งผลต่อการตรวจ
ส่วนการตรวจเอ็กซ์เรย์เต้านมก็เช่นกัน ควรเลี่ยงช่วงมีประจำเดือน
เพราะเต้านมจะคัดตึง และอาจตรวจไม่สะดวกนัก

ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งต่างๆ ที่ควรเตรียมตัว ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อตัวเราเอง
ยอมสละเวลามาทำสิ่งนี้กันแค่ปีละครั้งมันก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลย
สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนโชคดีไร้โรคภัยไข้เจ็บๆ มารบกวน…

7 ผลไม้ที่ต้องจด! ลดอาการตัวบวม ด้วยผลไม้โพแทสเซียมสูง

7 ผลไม้ที่ต้องจด! ลดอาการตัวบวม ด้วยผลไม้โพแทสเซียมสูง

อาการบวมน้ำ เป็นภาวะที่ร่างกายนั้นเก็บน้ำไว้ในร่างกายจำนวนมาก แต่หลายๆ
คนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะดื่มน้ำมากจะยิ่งบวมมาก
เพราะในความเป็นจริงเมื่อเราดื่มน้ำยิ่งน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการบวมน้ำมากเท่านั้น
นอกจากนี้ยังรวมถึงการรับประทานอาหารต่างๆ ที่มีปริมาณโซเดียมสูง
ที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เเต่ถึงอย่างนั้นอาการบวมน้ำก็สามารถเเก้ไขได้ง่ายๆ
นั่นคือการดื่มน้ำมากๆ ให้ร่างกายปรับสมดุล
หรือเเม้กระทั่งการรับประทานผลไม้ที่มีโพเเทสเซียมสูง
เพื่อเป็นตัวช่วยในการขับปริมาณโซเดียมส่วนเกินในร่างกาย
นอกจากนี้ ผลไม้ที่ปริมาณโพแทสเซียมสูงจะช่วยลดอาการบวมน้ำได้แล้ว
ยังช่วยลดความดันโลหิต ช่วยรักษาอาการภูมิเเพ้เเละช่วยกำจัดของเสียต่างๆ
ออกจากร่างกาย หากรับประทานในปริมาณที่พอดี
วันนี้เราได้รวบรวมผลไม้ที่หารับประทานง่าย เเต่ช่วยขับโซเดียมให้สาวๆ
ที่อยากลดอาการบวมน้ำ ลองไปหามาทานกัน
1. ทุเรียน
หลายๆ คนอาจจะคาดไม่ถึงว่าราชาผลไม้ที่ใครหลายๆ คนชอบกิน นอกจากอร่อยแล้ว
ยังช่วยขับโซเดียมเเล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่จัดเต็มทีเดียวหลายๆ ลูก
2. กล้วยหอม
กล้วยหอม ถือเป็นอาหารลดน้ำหนักที่หลายๆ คนชื่นชอบ นอกจากนี้
กล้วยหอมยังช่วยเเก้อาการนอนไม่หลับ เเละเเก้อาการท้องผูกได้เพราะมีไฟเบอร์สูง
ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยลดความอ้วนได้อย่างดีทีเดียว
3. ส้ม
ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอย่างส้ม มีสารต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยสร้างคอลลาเจนช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัยอันควรได้ สร้างเสริมภูมิคุ้มกันเเก่ร่างกาย
ที่สำคัญ ส้มยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยในระบบขับถ่าย ขับโซเดียมได้ดีทีเดียว
4. มะละกอ
มะละกอ ถือเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์หลากหลายอย่างมาก
นอกจากมีส่วนช่วยในการบำรุงประสาทเเละสมอง ยังเป็นยาระบายอ่อนๆ
ช่วยเเก้อาการท้องผูก เเละป้องกันการเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วย
5. เเตงโม
เเตงโม ถือเป็นผลไม้เเคลอรี่ต่ำที่เหมาะมากๆ สำหรับคนที่จะคุมน้ำหนัก
และยังช่วยป้องกันการสะสมไขมันในร่างกาย
ช่วยบำรุงผิวพรรณเเละเป็นผลไม้ที่มีน้ำมาก
มีส่วนช่วยในการล้างพิษจากอาหารที่รับประทานเข้าไป
6. สับปะรด
สับปะรด ช่วยในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยเเก้อาการท้องผูก
ช่วยย่อยอาหาร บรรเทาเเละลดอาการหวัด เเละยังช่วยลดอาการบวมน้ำได้ดีทีเดียว
7. กีวี่
กีวี่ ถือเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด เสริมภูมิคุ้มกัน
ป้องกันเเละลดความเสี่ยงในการเกิดอาการหัวใจวาย
เเละกีวี่ยังมีโพแทเซีมสูงที่จะช่วยลดอาการบวมน้ำ บวมเค็มได้ดีมากๆ…

แนวทางการรักษาอาการ CVS (Computer Vision Syndrome)

แนวทางการรักษาอาการ CVS (Computer Vision Syndrome)

อาการ CVS (Computer Vision Syndrome) คืออาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด ปวดหัวหรืออาจเห็นภาพซ้อน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับคุณในการมองเห็น
มีสาเหตุมาจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรือการมองจอภาพในระยะใกล้เกินกว่าครึ่งฟุตหรือประมาณ 6 นิ้ว เป็นเวลานานๆ
ซึ่งมีแนวทางการรักษาอาการดังต่อไปนี้

แนวทางการรักษา CVS (Computer Vision Syndrome)
1.ใช้ยาหยอดตาชนิดที่ทำมาจากสมุนไพร (itone)
2.ใช้น้ำตาเทียม
ทั้งนี้ ในการใช้ยาหยอดตาใดๆ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาก่อนการใช้ยา
เพราะยาหยอดตาอาจไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกรายนั่นเอง

วิธีป้องกันโรค CVS (Computer Vision Syndrome)
1. ควรฝึกกะพริบตาบ่อยๆ ในขณะที่ทำงานหน้าจอ และถ้าหากมีอาการแสบตามาก
อาจใช้น้ำตาเทียมช่วย
2. พยายามอย่าให้มีแสงสะท้อนจากหน้าต่างหรือหลอดไฟจากเพดานห้องสะท้อนเข้าตา
3. ปรับให้จอภาพไม่หันเข้าหน้าต่าง เพื่อไม่ให้มีแสงสะท้อน
4. ควรใส่แว่นกรองแสง หรือปรับแสงสว่างของหน้าจอให้พอเหมาะ
ไม่สว่างหรือมืดจนเกินไป
5. ปรับเก้าอี้นั่งให้พอเหมาะ และจัดท่านั่งให้ถูกต้อง
คือควรนั่งให้ห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 16-30 นิ้วจากดวงตา
และจุดกึ่งกลางของหน้าตอคอมพิวเตอร์จะต้องอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศา
6. รักษาระยะของหน้าจอโดยวางให้ห่างจากดวงตาประมาณ 20-28 นิ้ว
และจุดกึ่งกลางของหน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาในแนวราบประมาณ 4-5 นิ้ว
7. หยุดพักสายตาเป็นเวลา 2-4 นาที หลังจากใช้งานคอมพิวเตอร์ ได้นานประมาณ 20-30 นาที
จากนั้นค่อยลืมตาขึ้นมาใหม่ หรือพักสายตาทุกๆ การใช้งาน 20 นาที
โดยการมองออกไปที่ระยะไกลๆ ประมาณ 20 วินาที และควรหยุดใช้งานเป็นเวลา 15 นาที

วิธีบำรุงและดูแลสุขภาพดวงตาด้วยอาหาร
การทานอาหารที่มีคุณสมบัติในการบำรุงสายตา อย่างผักใบเขียว ซึ่งมีลูทีน
เป็นสารสำคัญบริเวณดวงตา พบมากบริเวณจอประสาทตากับจุดรับภาพ
ทำหน้าที่ในการปกป้องเซลล์ของจอประสาทตา ป้องกันรังสีจากแสงแดด
กรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา
การได้รับลูทีนปริมาณอย่างน้อย 6 มก. ต่อวัน
จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจอประสามตาเสื่อมได้มากถึงร้อยละ 50
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เช่น องุ่นแดง บลูเบอร์รี และแครนเบอร์รี มีไบโอฟลาโวนอยด์
เป็นสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว
ช่วยป้องกันเลนส์ตาเสื่อมและช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับสารคอลลาเจน
ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นเลือดขนาดเล็กที่ไปหล่อเลี้ยงดวงตา
นอกจากนี้ผักผลไม้สีเหลืองก็ช่วยป้องกันได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แครอท ฟักทอง
แคนตาลูป หรือ มันหวาน เพราะมีเบต้าแคโรทีน
โดยปกติร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนมาเป็นวิตามินเอ
สารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติช่วยในการบำรุงดวงตา
ช่วยให้ผิวเยื่อเมือกในตาชุ่มชื้นขึ้น และช่วยป้องกันโรคตาได้หลายชนิด เช่น โรคต้อกระจก…

7 วิธีกระชับรูขุมขน ด้วยวิธีธรรมชาติ

7 วิธีกระชับรูขุมขน ด้วยวิธีธรรมชาติ

สาว ๆ หลายคนคงประสบปัญหารูหุมขนกว้าง ทำให้แต่งหน้าแล้วเยิ้มเร็ว
เครื่องสำอางติดไม่ทน แถมด้วยปัญหาสิวอุดตันอีก
ด้วยความที่อากาศบ้านเรานั้นร้อนและเต็มไปด้วยมลภาวะ
การที่รูหุมขนจะกระชับจนไม่เห็นเลยคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่เราก็มีภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ช่วยปัญหาผิวของสาวไทยได้
โดยวิธีทางธรรมชาติที่อย่างน้อยผิวก็จะเนียน ละเอียด และนุ่มขึ้น
ลองปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ดูนะคะ

1. สูตรมะเขือเทศ
สามารถทำได้โดยนำมะเขือเทศมาปั่น และพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที
จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็น วิธีนัเจะช่วยบำรุงผิวไม่ให้แห้งกร้าน
และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
เนื่องจากมะเขือเทศนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ ผิวพรรณจะเต่งตึง
ลดการเกิดสิว และกระชับรูหุมขนได้เป็นอย่างดี

2. ประคบด้วยน้ำแข็ง
สามารถทำได้โดยการนำเอาก้อนน้ำแข็งที่ห่อด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ
มาประคบใบหน้า จากนั้นให้ถูวนเบา ๆ เน้นบริเวณที่รูหุมขนกว้าง
ซึ่งวิธีนี้ควรทำเป็นประจำทุกเช้าหรือก่อนนอน ครั้งละประมาณ 15-20 นาที
การใช้น้ำแข็.นั้นจะช่วยให้รูหุมขนที่กว้าง และขยายของผิวหนัง
กระชับและเล็กลงได้

3. พอกดินสอพองและน้ำมะนาว
โดยการดินสอพองหรือน้ำผึ้ง ผสมกับน้ำมะนาว ในอัตราส่วน 2:1 ช้อนโต๊ะ
จากนั้นนำไปพอกให้ทั่วใบหน้า
ซึ่งการใช้มะนาวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออก
และกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ ทำให้รอยดำดูจางลง ผิวกระจ่างสดใสขึ้น

4. น้ำผึ้งและโยเกิร์ต
สามารถทำได้โดยนำน้ำผึ้งแท้ ผสมกับโยเกิร์ตที่แช่มาเย็น ๆ
พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวให้เปล่งประกาย
และกระชับรูหุมขน

5. ใบบัวบก
ทำได้โดยการนำใบบัวบกมาปั่น ผสมกับน้ำย็น จากนั้นพอกทิ้งไว้ประมาณ
15-30 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ซึ่งการพอกด้วยใบบัวบกจะช่วยให้ใบหน้าสดใส รูหุมขนกระชับ
และมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

6. น้ำตาลทราย
สามารถทำได้โดยนำน้ำตาลทรายผสมกับน้ำผึ้ง และน้ำมันมะกอก
จากนั้นนำไปขัดวนเบา ๆ บริเวณที่มีรูหุมขนกว้าง พอกทิ้งไว้ประมาณ 3-4
นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็น ซึ่งการนวดเบาๆ
ด้วยน้าลทรายจะทำให้สิ่งที่อุดตันบริเวณรุหุมขนถูกกำจัดออก
และน้ำผึ้งจะช่วยลดความมันบนใบหน้า และทำให้ผิวนั้นนุ่ม รูหุมขนกระชับ

7. แตงกวา
ทำได้โดยนำแตงกวา 1 ลูกมาบดให้ละเอียด จากนั้นเติมน้ำมะนาว 2-3หยด
จากนั้นจึงนำมาพอกทิ้วไว้ประมาณ 15-20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
วิธีนี้จะช่วยให้ใบหน้าสดชื่น ใครที่นอนน้อย หน้าเพลีย รูหุมขนกว้าง
แต่งหน้าไม่ติด สามารถใช้วิธีนี้เพื่อช่วยกระชับรูหุมขน
และทำให้ผิวพรรณสดใสก่อนลงเครื่องสำอางก็สามารถทำได้…

3 วิธีลดผมร่วง

3 วิธีลดผมร่วง

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า การที่ผมโร่ง เป็นหนึ่งในปัญหาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ เผชิญอยู่ตลอด ที่สำคัญ
หลายคนต่างมองว่ามันเป็นปัญหาที่แก้ยากมากๆ อาจต้องประสบพบเจอตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้ว
การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ไม่ได้ยากแบบที่หลายคนคิด และ นี่คือวิธีการ สระผม แก้อาการผมร่วง ที่ได้ผลจริงๆ

1.ใช้น้ำที่อุณหภูมิห้องสระผม
หลายคนฟังดูอาจแปลก แต่อุณหภูมิห้องที่เราว่ามานี้ ก็คือ อุณหภูมิน้ำปกติ ไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป
เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้งและสูญเสียน้ำมันที่จะมาหล่อเลี้ยงเส้นผมและทำให้เส้นผมและหนังศีรษะขาดสมดุลความชุ่มชื้น
เส้นผมขาดหลุดร่วงง่าย ซำร้ายอาจมีรังแคกวนใจด้วย

2.ไม่สระผมบ่อยถี่เกินไป
หลายคนอาจเข้าใจว่า ยิ่งสระผมทุกวัน ก็ยิ่งเป็นเรื่องดี แต่จริงๆแล้ว เราขอประกาศตรงนี้เลยว่าไม่จริง
เพราะปกติแล้วโดยส่วนใหญ่หนังศีรษะของเราจะสร้างน้ำมันมาหล่อเลี้ยงเส้นผมของเราให้ชุ่มชื้นและมันวาว
ดังนั้นการที่เราไปสระผมบ่อยๆ จะไปชะล้างน้ำมันบนหนังศีรษะทำให้ผมแห้งเสีย ที่สำคัญ เมื่อหนังศีรษะแห้ง
กลไกของร่างกายก็ยิ่งสร้างน้ำมันมากขึ้นเพื่อปรับสมดุลไม่ให้หนังศีรษะมากเกินไป
กลายเป็นหนังศีรษะยิ่งมันขึ้นเรื่อยๆ พอยิ่งมัน ก็ยิ่งสระ ยิ่งสระ ก็ยิ่งมันเป็นปัญหาหนังศีรษะมันที่ไม่หายสักที
แถมบางคนอาจหนังศีรษะแห้งจนหลุดลอกกลายเป็นรังแคอีกด้วย ดังนั้นสระผมแต่พอประมาณ
ถ้าไม่ได้เหงื่อออกมากจริงๆ 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอ

3.เลี่ยงผลิตภัณฑ์แบบ SLS
สำหรับสาร SLS หรือเรียกเต็มๆ ว่า Sodium Lauryl Sulfate เป็นสารทำความสะอาดที่ทำให้เกิดฟอง
พบได้ทั่วไปในแชมพูหลายๆ ยี่ห้อเลย แต่หารู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว เจ้าสารตัวนี้
มักก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือทำให้หนังศีรษะแห้งได้
เพราะ SLS ที่หลายคนนิยมใช้นั้น จัดเป็นสารทำความสะอาดในกลุ่มที่รุนแรงที่สุดกลุ่มหนึ่ง
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าจะทำร้ายหนังศีรษะเราแค่ไหน ซึ่งยิ่งคนที่ผิวแพ้ง่าย ยิ่งออกอาการมากกว่าผิวปกติ
พอระคายเคืองแล้ว อาการที่ตามมาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือ
ผมร่วงนั่นเองแถมบางคนอาจมีอาการคันหรือเป็นผื่นแดงได้ ดังนั้นควรเลือกแชมพูที่ระบุว่า SLS Free
หรือให้ปลอดภัยสุดๆ เลือกแบบ Organic รับรองและการันตีได้เลยว่าดีต่อเส้นผมและหนังศีรษะแน่นอน…

5 วิธีดูแลสุขภาพ

5 วิธีดูแลสุขภาพ

ถ้าอยากมีร่างกายฟิตแบบสุดๆ ก็ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้ บทความวิกิฮาวนี้มีหลายคำแนะนำดีๆ สำหรับคุณ
ลองทำดูแล้วรับรองลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งและโรคอื่นๆ หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม
แถมอายุยืนยาวมีความสุขสุขภาพแข็งแรง สุขภาพนี่แหละเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของชีวิตคนเรา รู้แล้วจะรออะไร?
รีบลุกไปเปลี่ยนตัวเอง แล้วจะสุขภาพดีในเร็ววัน ไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ อ้วน ผอม สูง ต่ำ ดำ ขาว
สุขภาพปัจจุบันจะดีหรือแย่ก็ตาม
นอนหลับให้เพียงพอ. จะแข็งแรงสุขภาพดีได้ ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือก็คือ 7 – 9
ชั่วโมงต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ 8 – 10 ชั่วโมงต่อวันสำหรับวัยรุ่น และ 9 – 11 ชั่วโมงต่อวันสำหรับเด็ก
ถ้านอนหลับเพียงพอ ระหว่างวันจะสดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอน
ไม่จำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและเครื่องดื่มชูกำลังอุดมน้ำตาล
ตอนนอนหลับนี่แหละที่ร่างกายและจิตใจได้ซ่อมแซม ขับพิษ และฟื้นฟูตัวเอง ถ้าเป็นเด็กที่ต้องไปโรงเรียนแต่เช้า
ก็ต้องรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ
แต่อย่าถึงกับนอนทั้งวัน เพราะถ้านอนเยอะเกินไปก็อันตรายพอๆ กับนอนไม่พอ ยกเว้นว่าถ้าอดนอนมา 1 วันเต็มๆ
จะนอนชดเชยยาวๆ ก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าตามปกติควรนอนไม่เกินจำนวนชั่วโมงที่แนะนำในแต่ละช่วงวัย
กินอาหารดีมีประโยชน์ โดยกินให้ครบหมู่ ร่างกายจะได้สารอาหารที่จำเป็น. อาหารดีมีประโยชน์
ก็คือต้องมีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผักผลไม้ และไขมันในปริมาณที่เหมาะสม ถ้าเป็นคาร์โบไฮเดรต
ให้เลือกโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด ส่วนแหล่งโปรตีนที่ดีคือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ปลา ไข่ และถั่ว
นอกจากนี้พยายามกินผักผลไม้ให้ได้อย่างน้อย 5 – 9 servings (หน่วยบริโภค) ต่อวัน
ไขมันในปริมาณที่เหมาะสมก็จำเป็น เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ครบสมบูรณ์ ไขมันดีที่แนะนำก็เช่น น้ำมันปลา
น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว
ดื่มน้ำเยอะๆ. น้ำก็เปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ร่างกายคุณกระฉับกระเฉงตลอดวัน พยายามดื่มน้ำให้ได้ 8 แก้ว
(แก้วละ 8 ออนซ์) ต่อวัน จะช่วยเติมพลังและความสดชื่น ถ้าดื่มน้ำไม่พอระวังสิวบุก ปวดหัว และเกิดภาวะขาดน้ำ
แค่ทำตามนี้ให้ได้ คุณก็จะสุขภาพแข็งแรงแล้ว
ไปหาหมอตา (ophthalmologist หรือก็คือจักษุแพทย์นั่นเอง). ถ้าตาสั้น ตายาว หรือตาเอียง ก็ต้องใส่แว่น ถ้าไม่ชอบ
ก็ให้เปลี่ยนเป็นคอนแทคเลนส์แทน หรืออีกทีคือผ่าตัดปรับสายตา ถ้าใช้ยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียม
ก็ต้องใช้ให้ถูกชนิดและถูกวิธี ปรึกษาคุณหมอจะดีที่สุด เวลาออกแดดอย่าลืมใส่แว่นกันแดดด้วย
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ. ฉีดวัคซีนต่างๆ ให้ครบตามกำหนดหรือตามสภาพร่างกาย กินยาตามหมอสั่ง ทดสอบภูมิแพ้
ตรวจเลือดเช็คระดับคอเลสเตอรอล สรุปคือให้ตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ
ถ้ามีอาการหรือโรคอะไรก็ให้รักษาไปตามนั้น…

วิธีการกินเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

วิธีการกินเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

หลายคนหันมาดูแลสุขภาพและหันมาเล่นกล้ามกันมากขึ้น นอกจากออกกำลังกายแล้ว เรายังต้อง เลือกอาหารการกินที่ดี เพื่อที่จะได้มีกล้ามเนื้อที่สวยงาม
การกินถือว่ามีควมสำคัญไม่แพ้การออกกำลังกายเลย มันคือการส่งเสริมกันที่จะทำให้ กล้ามเนื้อ ออกมาสวยงาม
การกินอาหารบ่อยๆจะไปช่วยร่างกายให้เก็บคาร์บอนไว้ในกล้ามเนื้อ เรียกสิ่งนี้ว่าไกโคเจ่นในกล้ามเนื้อและมันให้พลังงานทำให้กล้ามเนื้อมีแรงยกน้ำหนักมากขึ้นและช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้ออีกด้วย
ซึ่งการทานอาหาร 6 มื้อต่อวันมันจะทำให้การเก็บไกโคเจ่นในกล้ามเนื้อคงที่ตลอดเวลานอกจากนี้แล้ว ไกโคเจ่นที่มากจะช่วยเก็บน้ำเอาไว้ในกล้ามเนื้ออีกด้วย
และนั่นมันจะทำให้สามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี
ในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อจากการฝึกเพาะกาย ที่หนัก และผลก็คือ กล้ามเนื้อจะเจริญเติบโต
อมิโนเอซิตยังช่วยในการสร้างโฮโมนที่ช่วยในการเติบโตและรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้ปกติอีกด้วย ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจะช่วยในการฟื้นฟูจากการเพาะกาย หรือการ
เล่นกล้ามอย่างหนักอีกด้วย
อาหารคลีนสำหรับนักเพาะกายมักจะหมายถึง “ธรรมชาติ”and “ไขมันต่ำ” อาหารที่คลีนก็อย่างเช่น ปลา อกไก่ไม่มีหนัง เนื้อแดงไม่ติดมัน ไข่ มันฝรั่ง มันเทศ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮสวิท
โอตมิล และผลไม้ เป็นต้น อาหารคลีนมันจะมีสารอาหารมากอยู่แล้ว และมีวิตามิน ใยอาหาร มากด้วย และมันจะไม่ทำให้คุณอ้วนด้วย
แต่อีกเรื่องที่สำคัญคุณควรหลีกเลี่ยงอาหารจานด่วนไม่ใช่ว่าทานไม่ได้ แต่คุณก็สามารถกินมันได้หากคุณระวังการสั่งอาหาร ถ้าคุณเป็นคนที่เผาผลาญเร็ว(หิวบ่อย)
คุณก็สามารถกินฟาสฟูสได้ทุกวัน แต่ เพียงมื้อเดียวต่อวันเท่านั้น และควรเลือกกินเบอเกอร์ที่ไม่มียองเนส หรือแซนวิชไก่ที่ไม่ได้ทอด หรือของทอดที่ชุบแป้งต่างๆ
คือไม่ควรกินของทีมีน้ำมันหรือไขมันเยอะ ซึ่งจริงๆแล้วโปรตีนคือสิ่งที่สำคัญมากกว่าเพราะโปรตีนเป็นรากฐานของการสร้างกล้ามเนื้อ มันส่งผลโดยตรงต่อการสร้างกล้ามเนื้อ
แน่นอนคุณต้องกินโปรตีนมากกว่าคนปกติทั่วไป เริ่มต้นจากกินโปรตีน 1กรัม ต่อน้ำหนักกล้ามเนื้อ 1ปอนด์(1.5กรัมต่อน้ำหนักกล้ามเนื้อ 1กิโล )
และเพิ่มขึ้นได้ถึง1.5กรัมต่อน้ำหนักกล้ามเนื้อ 1ปอนด์ (2-3กรัมต่อน้ำหนักกล้ามเนื้อ 1กิโล) และให้กินอย่างสม่ำเสมอในระหว่างวัน
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องแบ่งมื้ออาหารในแต่ละวันออกเป็น 4-6มื้อต่อวัน ก็เพราะมันจะได้ส่งโปรตีนไปสร้างกล้ามเนื้อของนักเพาะกายอยู่ตลอดเวลา…