4 วิธีเลือกแปรงปัดขนตาให้เหมาะกับขนตา

4 วิธีเลือกแปรงปัดขนตาให้เหมาะกับขนตา

เครื่องแต่งตัวที่ช่วยทำให้ผู้หญิงมีดวงตาคมชัดและก็เด่นขึ้นนั่นเป็น มาสคาร่า
เพราะว่าช่วยทำให้ขนตาดูยาวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเพิ่มวอลุ่ม รุ่นกันน้ำเป็นพิเศษ 
บางแบรนด์ถึงกับฉีกกฎมาสคาร่าสีดำรุ่นดั้งเดิม ปัดแล้วยาวขึ้นสองเท่า 
ปัดแล้วขนเรียงเป็นเส้น ก่อนเลือก มาสคาร่า เราแนะนำให้สำรวจปริมาณ 
ความยาวและความโค้งงอของขนตาตัวเองก่อนเพราะแต่ละคนย่อมมีสภาพขนตาไม่เหมือนกัน 
เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำการเลือกแปรงมาสคาร่ายังไงให้เหมาะสมกับขนตาขอเรามากที่สุด พร้อมแล้วไปดูกันเลยจ้า

1. แปรงแบบโค้ง สำหรับแปรงชนิดนี้ เป็นแปรงที่เหมาะกับคนที่มีขนตาตรงๆ
เมื่อเวลาที่เราปัดมาสคาร่าความโค้งของแปรงจะได้ช่วยยกขนตาส่วนปลายให้งอนขึ้น 
ทำให้ดวงตาดูใหญ่ และขนตาหนามากขึ้น

2. แปรงแบบเกลียวตรงปกติ สำหรับสาวๆที่มีขนตาไม่เท่ากัน 
แนะนำว่าให้ซื้อมาสคาร่าที่มีลักษณะหัวแปรงแบบนี้ 
เพราะแปรงแบบนี้จะช่วยทำให้มาสคาร่าที่เกาะขนตามีปริมาณมากขึ้น ทำให้ขนตาดูเรียงสวยเท่ากันหมด

3. แปรงแบบหัวหวี ผู้หญิงคนไหนที่ไม่อยากให้ขนตาหนาหรือจับตัวเป็นก้อนแนะนำตัวนี้ 
เป็นแปรงปัดมาสคาร่าที่ไม่ค่อยเห็นมากนักแม้กระนั้นก็ยังมีอยู่ ซึ่งแปรงชนิดนี้เหมาะสำหรับสาวๆ
ที่มีขนตายาวสวยอยู่แล้ว เพราะแปรงมาสคาร่าแบบหวีจะช่วยทำให้ขนตาเรียงตัวสวยมากยิ่งขึ้น

4. แปรงแบบเกลียวขนเยอะพิเศษ แปรงลักษณะแบบนี้เป็นแปรงที่เหมาะสำหรับคนที่มีขนตามาก
แถมยังมีดวงตาใหญ่ เพราะแปรงจะเข้าไปช่วยจัดระเบียบให้ขนตาดูเรียงตัวสวยเป็นธรรมชาตินั้นเอง

4 วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง

4 วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง

วิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรทำอย่างสม่ำเสมอโดยทำการตรวจเดือนละ 1 ครั้ง
ในช่วงตั้งแต่มีประจำเดือนประมาณ 7-10 วัน
โดยเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือน หรือตรวจในช่วงที่รู้สึกว่าเต้านมนิ่มลง
เนื่องจากในช่วงระยะเวลานั้นเต้านมจะไม่ตึงตัวมาก จึงสามารถคลำก้อนได้ชัดเจน
หรือคลำก้อนที่มีขนาดที่ยังเล็กได้โดยง่าย
ส่วนผู้ที่เข้าสู่วัยทองซึ่งประจำเดือนหมดไปแล้ว หรือได้รับการผ่าตัดมดลูกไปแล้ว
ให้กำหนดวันที่แน่นอนสำหรับการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนเพื่อการ
จดจำง่าย และให้ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือน เช่น วันที่ 1 ของเดือน
หรือวันสุดท้ายของเดือน เป็นต้น
ขั้นตอนแรกของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง
1.
การสังเกตความผิดปกติด้วยการดูลักษณะภายนอกของเต้านมการดูโดยให้ยืนตรงมือ
แนบลำตัว สังเกตลักษณะของเต้านมว่ามีการเปลี่ยนแปลงของหัวนมหรือไม่
ลักษณะของผิวหนังมีรอยบุ๋ม มีก้อนนูน ผิวหนังบวม
มีแผลหรือมีเส้นเลือดสีดำใต้ผิวหนังมากเพิ่มขึ้นที่ผิดปกติหรือไม่
การดูให้สังเกตเปรียบเทียบเต้านมทั้งสองข้างว่าแตกต่างผิดไปจากเดิมหรือไม่ด้วย
ทำการหันตัวเล็กน้อยเพื่อสามารถมองเห็นด้านข้างของเต้านมทั้งสองข้างได้อย่างชัดเ
จน สังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและรอยบุ๋มเช่นเดียวกัน

2. ยกมือขึ้นทั้ง 2 ข้าง
เพื่อสังเกตความผิดปกติของรอยบุ๋มของผิวหนังบริเวณเต้านมที่เกิดจากการดึงรั้ง
เนื่องจากในรายที่เป็นมะเร็งอาจจะมีการดึงรั้งของเนื้อเยื่อให้เกิดรอยบุ๋มได้
เอามือท้าวสะเอวเพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกตึงตัว
แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อให้สังเกตรอยดึงรั้งของผิวหนังได้ง่ายขึ้น

เมื่อไม่พบความผิดปกติจากการสังเกตดูที่เต้านมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ
การคลำที่เต้านม

3. การคลำ การตรวจเต้านมควรทำทั้งในท่านั่งและท่านอน สิ่งที่สำคัญของการตรวจ
คือ การตรวจให้ทั่วพื้นที่ของบริเวณเต้านม โดยใช้ด้านฝ่ามือของนิ้วชี้ นิ้วกลาง
และนิ้วนาง บริเวณค่อนไปทางปลายนิ้วเนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ไวต่อการสัมผัส
การคลำเต้านมจะต้องคลำให้ทั่วทั้งพื้นที่ของเต้านม
ในลักษณะคลึงวนเป็นก้นหอยเล็กๆ ไปตามเต้านม
เนื่องจากตำแหน่งของเต้านมที่อยู่บนผนังทรวงอกเป็นตำแหน่งที่สามารถตรวจพบมะเ
ร็งเต้านมได้

4. สังเกตความผิดปกติว่ามีของเหลว
หรือเลือดออกจากหัวนมในขณะที่กดบริเวณปานนมหรือไม่
การบีบบริเวณหัวนมควรทำด้วยความนิ่มนวล
ไม่ควรบีบเค้นบริเวณหัวนมอย่างรุนแรง
เพราะหากมีความผิดปกติจะพบว่ามีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนมเมื่อมีการกดโดยไม่ต้อ
งบีบเค้น

ในท่านั่ง ใช้นิ้วมือคลำบริเวณเต้านม ส่วนที่อยู่ใต้รักแร้ว่ามีก้อน
หรือต่อมน้ำเหลืองที่โตผิดปกติหรือไม่
โดยการห้อยแขนลงมาเพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกหย่อนลง
เนื่องจากหากกล้ามเนื้อตึงเกินไปจะไม่สามารถคลำรักแร้ได้อย่างชัดเจน
จากนั้นทำการตรวจโดยการนอนบนที่นอนยกแขนหนุนศีรษะ
ในท่านี้อาจจะใช้ผ้าขนหนูม้วน
หรือใช้หมอนขนาดเล็กสอดรองที่บริเวณหลังและไหล่ข้างที่ต้องการตรวจ
เพื่อทำให้บริเวณทรวงอกด้านนั้นแอ่นขึ้นมาเล็กน้อย
จะสามารถคลำได้ชัดเจนดียิ่งขึ้น การคลำเต้านม จะใช้นิ้วมือ 3 นิ้ว
คลำในลักษณะคลึงวนเป็นก้นหอยเล็กๆ บริเวณเต้านมให้ทั่วทั้งเต้านม

ในระดับความแรง 3 ระดับ คือ ระดับตื้นลงไปจากผิวหนังเล็กน้อย ระดับที่ลึกลงไป
และระดับที่ลึกถึงผนังหน้าอก โดยทิศทางในการคลำสามารถทำได้หลายวิธี
ซึ่งสามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้…

“สลัด” แบบไหนดีต่อสุขภาพ

“สลัด” แบบไหนดีต่อสุขภาพ

สลัดผัก เป็นอีกเมนูหนึ่งที่คนรักสุขภาพให้ความสนใจ 
นอกจากจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ให้กับร่างกายแล้ว 
ยังเป็นอาหารที่คนลดน้ำหนักหลายคนเลือกทาน เพราะมีแคลอรี่ต่ำ 
แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเราทานคู่กับสลัดนั่นคือ น้ำสลัด ซึ่งมีหลายแบบมาก 
วันนี้จะมาดูกันว่า แต่ละแบบมีแคลอรี่เท่าไร เหมาะสมกับคนกลุ่มไหนบ้าง

– น้ำสลัดบัลซามิค (15 กิโลแคลอรี่ช้อนโต๊ะเป็นน้ำสลัดที่มีเปรี้ยว 
เนื่องจากมี balsamic vinegar เป็นส่วนผสมหลัก 
เหมาะกับคนชอบดูแลรูปร่าง เพราะมีไลโคปีนสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

– น้ำสลัดเทาซันไอซ์แลนด์ (58 กิโลแคลอรี่ช้อนโต๊ะมีสีส้มอมชมพู 
มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลัก มีวิตามินหลากหลายชนิดและก็ยังมี 
ธาตุแคลเซียมธาตุฟอสฟอรัส แล้วก็ธาตุเหล็ก มีสารสำคัญของร่างกายอย่างเช่นไลโคปีน,
เบต้าแคโรทีน และกรดอะมิโน เหมาะสำหรับคนที่ชอบกินน้ำสลัดที่มีลักษณะข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป

– น้ำสลัดงา (65 กิโลแคลอรี่ช้อนโต๊ะรสเปรี้ยวเค็ม หอมกลิ่นงาคั่ว 
งาเป็นแหล่งไขมันดี ยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้ ควบคุมการแข็งตัวของหลอดเลือด 
เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

– น้ำสลัดซีซ่าร์ (80 กิโลแคลอรี่ช้อนโต๊ะเป็นน้ำสลัดสีขาวข้น 
มักรับประทานคู่กับผักกาดแก้วหรือผักคอส พร้อมเบคอนกรอบและพาร์เมซานชีสเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มรับประทานสลัดผัก

– มายองเนส (90 กิโลแคลอรี่ช้อนโต๊ะน้ำสลัดครีมข้น
รสหวานมันอมเปรี้ยวนิยมผสมกับเนื้อสัตว์ เช่น อกไก่ และ ทูน่า

– น้ำสลัดแบบคลีน จะมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 
ไม่มีส่วนผสมของไข่ มีรสชาติอมเปรี้ยว 
เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักเนื่องจากเป็นน้ำสลัดที่มีไขมันต่ำและแคลอรี่น้อย

– น้ำสลัดไปซี่ซีฟู้ด (7.5 กิโลแคลอรี่ช้อนโต๊ะ)
ดัดแปลงมาจากน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทย มีรสชาติเปรี้ยวและเผ็ด 
เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมะนาวสดและพริกเป็นหลัก ใครชอบรสเปรี้ยวเผ็ดก็น่าจะชอบมาก

‘นมเปรี้ยว’ พอกหน้าใสทำได้ง่ายๆไม่เชื่อลองทำดู

‘นมเปรี้ยว’ พอกหน้าใสทำได้ง่ายๆไม่เชื่อลองทำดู

ผู้หญิงหลายคนต้องการจะมีหน้าใสไร้สิว ก็เลยทำให้มีการค้นหาวิธีทำให้หน้าใสต่างๆนาๆ
หลากหลายวิธีทั้งยังใช้สินค้าครีมหน้าใส ร่วมถึงเข้าคลีนิกปรึกษาหมอจนทำให้ต้องเสียเงินเสียทอง 
แถมยังเจ็บตัว แต่ว่าทำไมหน้าก็ยังไม่ใส แถมสิวยังขึ้นอีกด้วย เอาละค่ะอย่าเพิ่งนอยด์ไป 
เพราะวันนี้เราจะมาแนะนำ สูตรนมเปรี้ยวช่วยให้หน้าเนียนใส ไร้สิว ช่วยกระชับรูขุมขน พร้อมแล้วเราไปดูกันเลยจ้า

สูตรที่ นมเปรี้ยว มะเขือเทศ ขั้นแรกให้นำมะเขือเทศล้างสะอาด 
จากนั้นเอามาหั่นเป็นซีกแล้วนำไปปั่นกับนมเปรี้ยว แล้วเอามาพอกให้ทั้วใบหน้า 
เว้นระหว่างตากับปาก พอกทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด 
สูตรนี้จะช่วยให้หน้ากระชับ รูขุมขนดูเล็กลง ผิวหน้ากระจางใส ผิวเนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ

สูตรที่ นมเปรี้ยว แตงกวา นำแตงกวาล้างสะอาด หลังจากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก
แล้วค่อยนำไปปั่นผสมกับนมรี้ยวให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเอามาพอกที่หน้า 
เว้นรอบดวงตาแล้วก็ริมฝีปาก พอพอกทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 – 15 นาที 
แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้จะช่วยให้ผิวชุ่มชื่นรวมทั้งสดชื่น รูขุมขนดูกระชับ
ช่วยฟื้นฟูผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดด สูตรนี้สามารถทำได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

สูตรที่ นมเปรี้ยว ดินสอพอง ขมิ้น ใช้ดินสอพองประมาณ 3-4 เม็ด 
บดให้ละเอียดหลังจากนั้นเติมผงขมิ้นลงไป ช้อนชา แล้วเติมนมเปรี้ยวลงไปอีก ช้อนชา 
ผสมให้เป็นเดียวกัน จะได้เนื้อประมาณเหนียวข้นหลังจากนั้นใช้แต้มสิวตามจุดต่างๆ
เพราะสูตรนี้จะช่วยลดอาการของสิวอักเสบ ลดการเกิดริ้วลอยแผลที่เกิดจากการเป็นสิว ให้หน้ากลับมาเนียนสวย

อันตรายต่อสุขภาพ โทษของการกิน “ถั่วฝักยาวดิบ”

อันตรายต่อสุขภาพ โทษของการกิน “ถั่วฝักยาวดิบ”

ถั่วฝักยาว ประกอบไปด้วยสารอาหารหลายประเภท
ทั้งวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีน
ซึ่งล้วนแต่มีความหมายต่อสุขภาพร่างกาย
ทั้งยังนิยมเอามาทำกับข้าว อีกทั้งต้ม ผัด แกง ทอด ตำส้มอร่อยๆ
หรือกินกับขนมจีนน้ำยา ก็แซ่บไม่แพ้กัน
แต่ว่าทราบหรือเปล่าว่าถ้าหากพวกเรารับประทานถั่วฝักยาวดิบๆบ่อยๆ
หรือรับประทานเป็นประจำก็อาจก่อโทษได้มากกว่าผลดีได้เช่นกัน
วันนี้พวกเราจะมาบอกผลเสียของการกินถั่วฝักยาวนั้น มีโทษอะไรบ้างไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า
1. ทำให้ตั้งท้องอืด ปกติแล้วคนไทยชอบนิยมทานถั่วฝักยาวเล่น
ไม่ว่าจะกินกับขนมจีน กินกับลาบ หรือเมนูส้มตำ
แต่ทราบหรือเปล่าว่าในถั่วฝักยาวมีแก๊สอยู่ค่อนข้างมาก
ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือมีฤทธิ์ทำให้เกิดกรดเกินในกระเพาะ
หรือท้องอืดได้ ดังนั้นก่อนรับประทาน
ทางที่ดีควรจะทำให้สุกซะก่อน หรือควรจะทานแต่พอดี

2. เป็นสาเหตุของลำไส้อุดตัน ถั่วฝักยาวดิบจะมีผนังเซลล์ค่อนข้างเหนียวและก็แข็งแรง
ถ้าเกิดบดถั่วฝักยาวไม่แหลกจะทำให้ถั่วฝักยาวนั้นอุดตันอยู่ในลำไส้
ทำให้ชิ้นส่วนของถั่วที่ไม่ผ่านการย่อยก็จะไปอุดตันในลำไส้และกระเพาะ
ทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบแล้วก็อุดตัน ทั้งเสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย

3. เกิดอาการท้องเสีย การรับประทานถั่วฝักยาว (รวมถึงถั่วดำและถั่วแดง) แบบดิบๆ
จะเพิ่มการเสี่ยงในการแพ้ของกิน แล้วก็ทำให้มีลักษณะอาการท้องร่วงรุนแรง เพราะในถั่วฝักยาวมี
“ไกลโคโปรตีน และก็เลคติน”
อยู่ค่อนข้างมากโดยสารดังกล่าวมีส่วนทำให้เกิดอาการเวียนหัว และก็คลื่นไส้อาเจียนอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม โทษของการทานถั่วฝักยาวดิบแบบผิดๆ
พวกเราควรจะหันมาใส่ใจเรื่องของปริมาณการกิน ใครกันแน่ที่ชอบกินถั่วฝักยาวเป็นชีวิตจิตใจ
ก็อย่ารับประทานเยอะจนถึงเกินความจำเป็น รับประทานให้พอดิบพอดีพอสมควร
ถ้าต้องการทานเยอะมากๆแนะนำให้นำไปทำสุกก่อนจะดีมาก…

ศัพท์การออกกำลังกายที่ควรรู้

ศัพท์การออกกำลังกายที่ควรรู้

คนออกกำลังกายใหม่เวลาเจอเพื่อนที่เล่นออกกำลังกายด้วยกัน อาจจะมีหลุดคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายออกมาบ้างเรามาดูกันว่าศัพท์สำคัญเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

คาร์ดิโอ

คาร์ดิโอ หมายถึงการออกกำลังกายที่ใช้ในเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนมาเป็นการออกกำลังกายต่อเนื่องระยะยาว ให้หัวใจเต้นในจังหวะต่อเนื่อง ราว 85 เปอร์เซ็นต์ของอัตราเต้นสูงสุด เพื่อดึงไขมันออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

วอร์มอัพ

เป็นศัพท์ง่ายๆ ที่ทุกคนเข้าใจแต่ไม่ค่อยนิยมทำกันเพราะคิดว่าเสียเวลา แต่ที่จริงแล้วเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของคุณได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ในการเหยียดยืดกล้ามเนื้อให้พร้อมกับการออกกำลังกายหนัก ลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี

คูลดาวน์

มาคู่กับวอร์มอัพ หมายถึงการการผ่อนคลาย ลมหายใจ ให้หัวใจค่อยๆเต้นช้าลง อุณหภูมิร่างกายลดลง และยืดกล้ามเนื้อก่อนจบการออกกำลังกาย สลายกรดในกล้ามเนื้อ

เซอร์กิตเทรนนิ่ง

คำนี้จะได้ยินกับคนออกกำลังกายอย่างจริงๆ จังๆ หมายถึง โปรแกรมการออกกำลังกายแบบครบวงจรตั้งแต่กล้ามเนื้อเท้าจนถึงหัวไหล่ หากออกได้ตามโปรแกรมนี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

บอดี้ บิลด์ดิ้ง

แปลเป็นไทยง่ายๆ หมายถึงการสร้างกล้ามเนื้อ แต่ยังไม่ถึงระดับนักเพาะกาย ออกกำลังกายด้วยการยกเวทหรือออกกำลังกายแบบแรงต้านเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ยกระดับการเผาพลาญพลังงานของตัวเอง…

จัดลำดับเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นไหนรับประทานแล้วอ้วนสุด!

จัดลำดับเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นไหนรับประทานแล้วอ้วนสุด!

ผู้หญิงใครที่ชอบกินเส้น ห้ามพลาด ด้วยเหตุว่าวันนี้พวกเราจะมาเสนอแนะเส้นก๋วยเตี๋ยวทั้งหลายแหล่
ให้พวกเรารู้จักว่าเส้นที่พวกเราถูกใจรับประทานนั้นแบบไหนอ้วนที่สุด
เส้นไหนที่รับประทานแล้วไม่อ้วน จะมีเส้นไหนบ้างถ้าอย่างนั้นพวกเราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า !
1. เส้นบุก ลวก (10 kcal) สำหรับผู้ที่กลัวอ้วนหรือสาวๆที่กำลังลดความอ้วน
ทดลองทาเส้นบุกดูสิค่ะ เพราะให้พลังงานที่ต่ำ มีเส้นใยสูง แถมยังให้พลังงานน้อยอีกด้วย
2. วุ้นเส้น (80 kcal) เป็นวัตถุดิบ ที่ทำจากแป้งถั่วเขียว ให้พลังงานพอๆกับข้าวสวย 1 ทัพพี
ให้โปรตีนสูง ช่วยให้อิ่มง่ายแต่ไม่อ้วน สารอาหารที่ได้จากการทานก็เป็นสารอาหารพวก คาร์โบไฮเดรต
3. เส้นขนมจีน(80 kcal) ตัวเส้นขนมจีนจึงมีส่วนประกอบของน้ำมาก
และก็ให้พลังงานต่ำกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวธรรมดา แต่ว่าข้อเสียของมันก็คือ รับประทานแล้วไม่ค่อยอิ่มท้อง
นอกจากนั้นต้องระวังการรับประทานเส้นขนมจีนเป็นพิเศษ
4. เส้นหมี่ ลวก (150 kcal) อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แต่ไม่ดูดซับน้ำมัน
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่คิดจะไดเอทแล้วต้องการรับประทานเมนูเส้นที่ร้านค้ากวยเตี๋ยว ก็แนะนำให้เลือกทานเส้นหมี่จะดีมากกินได้ไม่อ้วน
5. เส้นเล็ก (180 kcal) ทำจากแป้งข้าวเจ้า มีส่วนประกอบของน้ำมันเหมือนกัน
แต่น้อยกว่าเส้นใหญ่ รวมทั้งให้แคลอรี่มากยิ่งกว่าเส้นหมี่ ผู้หญิงที่ลดความอ้วนก็ควรที่จะเลือกกินเส้นหมี่จะเวิร์คที่สุด
6. เส้นใหญ่ (220 kcal) ทำจากแป้งข้าวเจ้า ให้แคลอรี่สูงที่สุด เพราะว่าเคลือบไปด้วยน้ำมัน
ให้พลังงานสูงมาก ผู้หญิงที่กำลังลดความอ้วนควรจะลีกเลี่ยงมากที่สุด
7. บะหมี่เหลือง (280 kcal) มีส่วนผสมมาจากแป้งและไข่ที่มีโปรตีนสูงพอสมควรและก็มีประโยชน์จากแคโรทีนอยด์
ให้พลังงานดี แต่อย่างที่เห็นว่าทำให้อ้วนมาก เพราะเหตุว่าพลังงานมาเต็มถึง 280 แคลอรี่เลย
แต่พลังงานเกือบครึ่งหนึ่งนั้น ก็มาจากไขมันล้วนๆ…

“โรคภูมิแพ้ตา“ อาการเรื้อรังที่ไม่ควรละเลย

“โรคภูมิแพ้ตา“ อาการเรื้อรังที่ไม่ควรละเลย

ภูมิแพ้” เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองไวผิดปกติต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย 
หรืออาจเรียกว่าสารก่อภูมิแพ้ สำหรับโรคภูมิแพ้ที่เยื่อบุตา เป็นโรคตาที่พบมากที่สุดโรคหนึ่ง 
คือพบจำนวนร้อยละ 10-20 ของคนธรรมดาทั่วๆไป ซึ่งในตอนนี้ปริมาณผู้ป่วยโรคนี้ทั้งเด็กและคนแก่มีมากยิ่งขึ้น
โดยยิ่งไปกว่านั้นในเขตเมืองใหญ่หรือเขตชุมชน ที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น 
ผู้เจ็บป่วยจำนวนมากมักมีความคิดว่าโรคภูมิแพ้ที่ตาเป็นโรคที่ไม่อันตราย เพียงแต่นำไปสู่ความรำคาญ 
แต่ว่าในรายที่เป็นเรื้อรังหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจจะก่อให้เกิดความพิการของสายตาได้

โรคภูมิแพ้ตา เกิดจากสาเหตุอะไร
โรคภูมิแพ้ตา เกิดจากจากหลายกรณีร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น เหตุจากสภาพแวดล้อมภายนอก ที่พบได้บ่อย ยกตัวอย่างเช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ เชื้อรา ฯลฯ 
นอกจากนั้นคอนแทคเลนส์ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ รวมถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ

โรคภูมิแพ้ตา เกิดบริเวณใดของดวงตา
*
ภูมิแพ้ที่เยื่อบุตาขาว พบได้มากที่สุด
*
ภูมิแพ้ที่มีผลต่อกระจกตา พบได้รองลงมา แล้วก็เมื่ออาการเกิดที่กระจกตา จะทำให้เป็นผลข้างเคียงที่รุนแรง ทำให้การมองมองเห็นลดลงหรือมองเห็นไม่ชัดได้

ปัจจัยเสี่ยงโรคภูมิแพ้ตา
*
ปัจจัยภายใน จากกรรมพันธุ์
*
ปัจจัยภายนอก ตัวกระตุ้นภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ใบไม้ คอนแทคเลนส์ น้ำยาคอนแทคเลนส์ ฯลฯ

ป้องกันโรคภูมิแพ้ตา
*
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความแข็งแรงและมีความสมดุล
*
เลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก

3 สาเหตุที่นำไปสู่ “ริ้วรอย” โดยไม่ทันรู้ตัว

3 สาเหตุที่นำไปสู่ “ริ้วรอย” โดยไม่ทันรู้ตัว

เพศหญิงพวกเราต่างระมัดระวังทุกๆเรื่องที่จะทำลายผิวหน้าโดยยิ่งไปกว่านั้นเรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องพบเจอเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น 
ทั้งยังเกิดได้จากหลายกรณีด้วยกัน ซึ่งบางทีอาจเป็นพฤติกรรมบางอาจทำร้ายผิวให้ดูเหี่ยวย่นโดยไม่ได้คาดคิด กระทั่งทำให้ผิวของคุณดูแก่เกินวัยไปอย่างไม่น่าเชื่อ 
โดยเหตุนี้ทดลองสำรวจตนเองดูว่าคุณมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้หรือเปล่า ถ้าหากมีรีบหยุดซะเดี่ยวนี้ ก่อนที่ริ้วรอจะถามหา !!
1. 
ใช้คลีนเซอร์อย่างไม่ถูกวิธี
หากคุณมีผิวแห้งตึงทุกครั้งภายหลังที่ล้างหน้า แปลว่าคลีนเซอร์ที่ใช้อยู่บางทีอาจเป็นตัวทำลายน้ำมันที่หล่อเลี่ยงบนบริเวณใบหน้า 
และก็หากว่าผิวไม่มีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงนานๆก็จะมีผลให้กำเนิดรอยเหี่ยวย่นนั้นเอง
2. 
นอนตะแคง
การนอนตะแคงเสมอๆจะทำให้เกิดริ้วรอยครั้งแล้วครั้งเล่า นำมาซึ่งการทำให้เนื้อเยื่อคอลลาเจนรอบๆนั้นถูกกดทับเป็นระยะเวลานาน 
และก็เมื่อถูกกดทับบ่อยๆเป็นประจำเจ้าเนื้อเยื่อคอลลาเจนนี้ก็จะถูกทำลายลงอย่างถาวรจนกระทั่งกลายเป็นริ้วรอยแนวทางแก้คือ ให้เลิกนอนตะแคง 
แต่ถ้าหากเลิกนอนตะแคงไม่ได้ก็ให้เปลี่ยนแปลงมาใช้ปลอกหมอนที่เป็นผ้าซาตินหรือผ้าลื่นแทน ก็จะช่วยให้ริ้วรอยลดน้อยลงได้
3. 
แสดงความรู้สึก
อีกหนึ่งมูลเหตุที่กระตุ้นให้เกิดริ้วรอยบนบริเวณใบหน้า เป็น การ แสดงอารมณ์บนบริเวณใบหน้าที่มาเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ตกอยู่ในภาวะเครียดบ่อยมาก 
ชอบย่นคิ้วเสมอๆ หรือการหยีตาในขณะที่พบแสงสว่างแรง แล้วก็เมื่อทำเป็นประจำก็จะกลายเป็นริ้วรอยถาวร 
ด้วยเหตุดังกล่าวควรจะพยายามคุมตัวเองไม่ให้แสดงอารมณ์ทางหน้าโดยไม่จำเป็น รวมทั้งหาแว่นตากันแดดมาใส่ในช่วงเวลาที่จำต้องพบเจอกับแสงสว่างแรง 
นอกเหนือจากที่จะป้องกันไม่ให้กำเนิดริ้วรอยแล้ว ยังเป็นการคุ้มครองป้องกันไม่ให้รังสียูวีทำลายดวงตาด้วย

เผย 4 วิธีสำหรับดูแลผิวหน้าหนาว!!

เผย 4 วิธีสำหรับดูแลผิวหน้าหนาว!!

ใกล้ช่วงหน้าหนาวก็ได้เวลาจัดแจงชุดสวยให้พร้อมรับลมหนาวที่กำลังจะออกเดินทางมาถึง อากาศเย็นๆทำให้ผิวพวกเราแห้ง ขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้น แตกเป็นขุย
พวกเราจึงต้องควรที่จะดูแลผิวให้เหมาะสมกับสภาพผิวและก็ลักษณะอากาศ วันนี้พวกเราขอแนะนำ 4 แนวทางในการดูแลผิวในช่วงหน้าหนาว ไม่ได้อยากผิวแตกไปดูกันว่าจะต้องทำยังไงบ้าง
1. หลบหลีกการอาบน้ำด้วยน้ำอุ่น การอาบน้ำร้อนจะล้างไขมันบนผิวทำให้ผิวไม่สามารถที่จะเก็บกักความชุ่มชื้นเอาไว้ได้ ก่อให้เกิดปัญหาผิวแห้ง
โดยเหตุนี้จำเป็นจะต้องเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น รวมทั้งอาบน้ำที่มีอุณหภูมิปกติแทน ถ้าหากมีลักษณะอาการที่หนาวเย็นจัด เสนอแนะให้อาบน้ำอุ่นเพียง 5- 10 นาที แล้วรีบขึ้นเช็ดตัวให้แห้ง
ทาด้วยโลชั่นที่มีมอยส์เจอไรเซอร์เข็มข้นในทันที เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิว
2. บำรุงผิวกายด้วยการทาโลชั่น บำรุงผิวกายรวมทั้งผิวหน้าเป็นประจำด้วยโลชั่นที่เหมาะสมกับผิวรวมทั้งสภาพอากาศ
โดยเลือกใช้โลชั่นที่กักเก็บความชุ่มชื้นของผิวเอาไว้ได้นาน ปกป้องผิวที่แห้งแตกได้อย่างดีเยี่ยม
ยิ่งไปกว่านี้อย่าลืมใช้แฮนด์ ครีม ในการบำรุงมือให้เปียกชื้นอยู่เป็นประจำ เพื่อผิวสวยแล้วก็สุขภาพดีอยู่ตลอดเวลา
3. อย่าลืมทาลิปสติกด้วยลิปมัน หรือลิปบาล์ม บำรุงผิวกายแล้วอย่าลืมบำรุงริมฝีปาก ด้วยการทาลิปมันหรือลิปบาล์ม เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นกับริมฝีปาก และก็ป้องกันไม่ให้ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย
เนื่องจากว่าเมื่อลมเย็นพัดผ่าน ความชุ่มชื้นจากริมฝีปากจะถูกอากาศดูดออกไป
4. กินน้ำให้พอเพียง ในตอนหน้าหนาวนั้นอุณหภูมิจะลดน้อยลง จนกระทั่งทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายอย่างยิ่ง
ทำให้ผิวแห้งได้ การกินน้ำจะช่วยทำให้ผิวสวยนุ่มชุ่มชื้นสู่ภายนอกช่วยทำให้สดชื่น และก็อุ่นสบายตัวแล้ว
ยังเติมน้ำเข้าสู่ร่างกายและก็ผิวได้อย่างดีเยี่ยม…